This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
หนึ่งหุ้นกี่ใบแตกต่างกันเท่าไหร่? การวิเคราะห์หน่วยการซื้อขายของตลาดหุ้นไต้หวันและสหรัฐอเมริกาอย่างละเอียด
หลายคนที่เพิ่งเข้าถึงตลาดหุ้นมักจะสับสนกับแนวคิดของ “หนึ่งหุ้น” กับ “หนึ่งแผ่น” โดยเฉพาะเมื่อดูราคาหุ้นในตลาดหุ้นต่างประเทศ เช่น หุ้นในตลาดอเมริกาที่ราคาถูกมาก เมื่อเทียบกับหุ้นในตลาดไต้หวันที่แพงสุดๆ ก็เกิดความสงสัยว่า ทำไมราคาถึงแตกต่างกันขนาดนี้ จริงๆ แล้วความแตกต่างของจำนวนหุ้นต่อแผ่นเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อค่าธรรมเนียมการซื้อขาย
ราคาหุ้นดูอย่างไร หนึ่งหุ้นเท่ากับกี่บาท?
ก่อนอื่นต้องเข้าใจแนวคิดนี้ให้ชัดเจน: ราคาหุ้นคือราคาที่ซื้อขายของหนึ่งหุ้น ซึ่งแสดงจำนวนเงินที่คุณต้องจ่ายเมื่อซื้อหรือขายหุ้นนั้น ในตลาดหุ้น ราคาจะเปลี่ยนแปลงตามราคาซื้อขายล่าสุดแบบเรียลไทม์ ซึ่งแต่ละประเทศใช้สกุลเงินต่างกัน
ตัวอย่างเช่น หุ้นเทสลา (TSLA) ในวันที่ 2 สิงหาคม 2023 ราคาหุ้นอยู่ที่ 254.110 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหมายความว่าเมื่อคุณซื้อหนึ่งหุ้นเทสลา คุณต้องจ่าย 254.110 ดอลลาร์ ในขณะที่ในวันที่ 6 มกราคม 2023 ราคาหุ้นอยู่ที่ 101.81 ดอลลาร์ สั้นๆ เพียง 7 เดือน ราคาหุ้นเทสลาก็เพิ่มขึ้นกว่า 150% ซึ่งแสดงให้เห็นพลังของการคาดหวังในอนาคตของนักลงทุน
ในตลาดหุ้นไต้หวันก็เช่นกัน ถ้าราคาหุ้นของ TSMC อยู่ที่ 561 ดอลลาร์ไต้หวัน ก็หมายความว่าหนึ่งหุ้นของ TSMC มีมูลค่า 561 ดอลลาร์ไต้หวัน เช่นเดียวกับหุ้นของบริษัทอื่นๆ เช่น Taiwan Cement (1101.TW) ที่วันที่ 30 เมษายน 2024 ราคาหุ้นอยู่ที่ 32.10 ดอลลาร์ไต้หวัน ก็หมายความว่าหนึ่งหุ้นของ Taiwan Cement มีมูลค่า 32.10 ดอลลาร์ไต้หวัน
ดังนั้น การดูว่าหุ้นหนึ่งหุ้นมีราคาเท่าไหร่ ก็แค่ดูราคาตลาดปัจจุบันเท่านั้น ราคาหุ้นที่ระบุไว้ในอดีต (ราคาพาร์) เป็นเพียงบันทึกประวัติศาสตร์ ส่วนที่เป็นตัวกำหนดราคาจริงคือความสามารถในการทำกำไรและความคาดหวังของนักลงทุน
ทำไมตลาดหุ้นไต้หวันต้องแบ่งเป็น “แผ่น” กับ “หุ้น” ? หนึ่งหุ้นกี่แผ่นถึงจะเป็นการซื้อขายที่สำคัญ
ตรงนี้คือจุดสำคัญของความแตกต่างระหว่าง “หนึ่งแผ่น” กับ “หนึ่งหุ้น” ในตลาดหุ้นไต้หวัน โดยพื้นฐานแล้ว หน่วยซื้อขายหลักคือ “หนึ่งแผ่น” ซึ่งเท่ากับ 1000 หุ้น กล่าวคือ ถ้าคุณซื้อหนึ่งแผ่นหุ้นไต้หวัน ก็เท่ากับซื้อ 1000 หุ้นในครั้งเดียว
ในขณะที่ในตลาดหุ้นอเมริกา หน่วยซื้อขายคือ “หนึ่งหุ้น” โดยไม่มีแนวคิดของ “แผ่น” ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถซื้อเท่าไรก็ได้ ตั้งแต่ 1 หุ้น 10 หุ้น ไปจนถึง 100 หุ้นตามใจชอบ
ความแตกต่างของจำนวนหุ้นต่อแผ่นนี้ส่งผลต่อการลงทุนอย่างไร? สมมุติว่าหุ้น TSMC ราคา 561 ดอลลาร์ไต้หวัน ถ้าคุณซื้อหนึ่งแผ่น ก็ต้องจ่าย 561×1000 = 561,000 ดอลลาร์ไต้หวัน ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ค่อนข้างสูงสำหรับนักลงทุนรายย่อย
เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น ตลาดหุ้นไต้หวันจึงมีการเปิดให้ซื้อ “หุ้นย่อย” หรือ “零股” ซึ่งหมายถึงการซื้อขายหุ้นน้อยกว่า 1000 หุ้น เช่น ซื้อ 1-999 หุ้น เพื่อให้คนทั่วไปสามารถลงทุนในหุ้นได้โดยไม่ต้องใช้เงินจำนวนมาก
การซื้อขายหนึ่งหุ้นกับหลายแผ่น มีความแตกต่างกันอย่างไร?
นี่คือรายละเอียดเปรียบเทียบระหว่างการซื้อขายแบบเต็มจำนวน (เต็มแผ่น) กับแบบย่อย:
หลังเลิก: 14:00-14:30
หลังเลิก: 13:40-14:30
กล่าวคือ การซื้อเต็มแผ่นจะมีความคล่องตัวสูงและการซื้อขายรวดเร็ว แต่ต้องใช้เงินจำนวนมาก ส่วนการซื้อแบบย่อยจะเข้าถึงง่ายขึ้นด้วยเงินลงทุนต่ำ แต่สภาพคล่องอาจน้อยลงและอาจซื้อขายไม่รวดเร็วเท่ากัน
หนึ่งหุ้นกับหลายแผ่นในตลาดอเมริกาและไต้หวัน คำนวณอย่างไร?
นี่คือจุดสำคัญที่สุด: ในตลาดไต้หวัน หน่วยซื้อขายคือ “หนึ่งแผ่น” (1000 หุ้น) ส่วนในตลาดอเมริกา หน่วยคือ “หนึ่งหุ้น” เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าการซื้อขายเต็มจำนวนในไต้หวันมีข้อจำกัดมากกว่าในอเมริกาอย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่น หุ้น TSMC ในไต้หวัน (รหัส 2330) ราคาหุ้น 561 ดอลลาร์ไต้หวัน ถ้าซื้อเต็มแผ่น ก็ต้องจ่าย 561×1000 = 561,000 ดอลลาร์ไต้หวัน แต่ในตลาดอเมริกา (รหัส TSM) ราคาหุ้นอยู่ที่ประมาณ 95 ดอลลาร์สหรัฐ ก็สามารถซื้อได้เพียง 1 หุ้นในราคา 95 ดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งประมาณ 3,000 กว่าดอลลาร์ไต้หวันเท่านั้น
ความแตกต่างนี้ทำให้การลงทุนในหุ้นเดียวกันในตลาดต่างประเทศมีความยากง่ายแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนจึงชอบลงทุนในหุ้นอเมริกา เพราะเข้าถึงง่ายกว่าและใช้เงินน้อยกว่า
สรุปเปรียบเทียบระหว่างตลาดอเมริกาและไต้หวัน:
22:30-5:00 (ฤดูหนาว)
ปัจจัยอะไรที่ส่งผลต่อราคาหุ้นขึ้นลง?
หลังจากเข้าใจเรื่องจำนวนหุ้นต่อแผ่นแล้ว คำถามต่อมาคือ ทำไมราคาหุ้นถึงขึ้นลง? ทำไมบางครั้งราคาพุ่งสูง บางครั้งก็ร่วงลงอย่างรวดเร็ว?
ปัจจัยหลักคือ พื้นฐานของบริษัท เช่น สภาพการเงิน กำไร และแนวโน้มการเติบโต ยิ่งบริษัททำกำไรดี ก็ยิ่งดึงดูดนักลงทุนให้ซื้อหุ้นมากขึ้น ราคาก็จะขึ้นตามไปด้วย ในทางตรงกันข้าม ถ้าบริษัทมีผลประกอบการแย่หรืออนาคตไม่แน่นอน ราคาก็จะลดลง
นอกจากนี้ สภาพเศรษฐกิจมหภาค ก็มีผล เช่น การเติบโตของ GDP นโยบายอัตราดอกเบี้ย ภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ถ้าเศรษฐกิจดี นักลงทุนจะกล้าลงทุนมากขึ้น ราคาหุ้นก็จะดีขึ้น แต่ถ้าเศรษฐกิจถดถอย ราคาหุ้นก็อาจร่วงลง
สุดท้ายคือ อารมณ์ของตลาด ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดและมักถูกมองข้ามไป เช่น ข่าวร้าย การเมืองไม่เสถียร หรือเหตุการณ์ระดับโลก เช่น โรคระบาด ก็สามารถทำให้ตลาดหุ้นตกลงอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น หากอยากทำกำไรในตลาดหุ้น ควรเข้าใจทั้งเรื่องจำนวนหุ้นต่อแผ่นและปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาหุ้น เพื่อวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ