คนงบน้อยต้องรู้: คำแนะนำการขายหุ้นส่วนเล็กแบบครบถ้วน, 3 เทคนิคเพิ่มอัตราการขายสำเร็จ

ต้องการสร้างรายได้จากการขายหุ้นย่อย ๆ ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่การ “ซื้อ” แต่คือ “จะขายอย่างไร” นักลงทุนมือใหม่หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าหากซื้อหุ้นย่อยแล้วก็สามารถขายออกได้ง่าย ๆ แต่ความจริงแล้ว การขายหุ้นย่อยเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น เวลาการซื้อขาย ค่าธรรมเนียม ตลาดสภาพคล่อง ฯลฯ การเข้าใจรายละเอียดเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยเพิ่มอัตราการขายหุ้นย่อยให้สำเร็จมากขึ้น วันนี้เราจะมาศึกษาอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความรู้รอบด้านในการขายหุ้นย่อยกัน

พื้นฐานหุ้นย่อย: เข้าใจง่ายใน 1 นาที

ตลาดหุ้นไต้หวันมีหน่วยซื้อขายขั้นต่ำคือ “1 แผ่น” (ซึ่งเท่ากับ 1,000 หุ้น) แต่บางครั้งนักลงทุนอาจถือหุ้นย่อยที่มีจำนวนต่ำกว่า 1,000 หุ้น ซึ่งเรียกว่า หุ้นย่อย หน่วยซื้อขายขั้นต่ำของหุ้นย่อยคือ 1 หุ้น ซึ่งมักเกิดจากสถานการณ์ดังนี้:

  • คำสั่งซื้อเดิมไม่สามารถดำเนินการเต็มจำนวน ทำให้เหลือหุ้นย่อย
  • ราคาหุ้นผันผวนเร็วเกินไป ปริมาณการซื้อขายไม่ถึงเป้าหมาย
  • การจัดสรรหุ้นจากบริษัทจดทะเบียนในช่วงเพิ่มทุน ทำให้เกิดหุ้นเล็กน้อย

การซื้อขายหุ้นย่อยคือกิจกรรมการซื้อ-ขายหุ้นในกลุ่มหุ้นเล็กเหล่านี้ คำสั่งซื้อแต่ละครั้งไม่เกิน 999 หุ้น สำหรับคนงบน้อย หุ้นย่อยช่วยลดอุปสรรคในการลงทุน ทำให้สามารถเริ่มลงทุนในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ด้วยเงินเพียงไม่กี่พันบาท

เวลาขายหุ้นย่อยและกฎเกณฑ์: เลือกซื้อขายในช่วงไหนดี

ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2020 เป็นต้นมา ตลาดหลักทรัพย์ไต้หวันเปิดให้มีระบบการซื้อขายหุ้นย่อยที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะช่วงหลังตลาดปิด ตอนนี้สามารถซื้อขายหุ้นย่อยในช่วงเวลาการซื้อขายปกติได้ ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุนที่ต้องการขายหุ้นย่อยอย่างรวดเร็ว

เวลาการซื้อขายหุ้นย่อยในช่วงเช้า

ช่วงเวลา วิธีการสั่งซื้อ วิธีการดำเนินการซื้อขาย ลำดับความสำคัญของการจับคู่คำสั่งซื้อขาย
9:00-13:30 เฉพาะคำสั่งอิเล็กทรอนิกส์ (แอปพลิเคชันของโบรกเกอร์) จับคู่ครั้งแรกเวลา 9:10 แล้วทุก ๆ 1 นาทีจะมีการรวมกลุ่มเพื่อจับคู่คำสั่ง ราคาเป็นหลัก ถ้าราคาเท่ากันจะตามลำดับการส่งคำสั่ง

ช่วงเวลาการซื้อขายในเช้ากับเวลาซื้อขายเต็มรูปแบบของหุ้นเต็มจำนวนจะตรงกัน นักลงทุนสามารถส่งคำสั่งขายหุ้นย่อยตั้งแต่เวลา 9 โมงเช้าได้ แต่ต้องดำเนินการผ่านแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ของโบรกเกอร์เท่านั้น หากในวันนั้นยังไม่สามารถขายได้ทั้งหมดหรือบางส่วน คำสั่งนั้นจะไม่ถูกเก็บไว้โดยอัตโนมัติ ต้องส่งคำสั่งใหม่ในช่วงหลังตลาด

เวลาการซื้อขายหุ้นย่อยหลังตลาดปิด

ช่วงเวลา วิธีการสั่งซื้อ วิธีการดำเนินการซื้อขาย ลำดับความสำคัญของการจับคู่คำสั่งซื้อขาย
13:40-14:30 คำสั่งอิเล็กทรอนิกส์หรือโทรศัพท์ จับคู่กลุ่มเดียวกันเวลา 14:30 ราคาเป็นหลัก ถ้าราคาเท่ากันจะสุ่มเรียงลำดับโดยคอมพิวเตอร์

การซื้อขายหลังตลาดมีจุดเด่นคือมีโอกาสจับคู่คำสั่งซื้อเพียงครั้งเดียว คำสั่งที่ไม่สามารถขายได้จะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ ไม่เก็บไว้ในวันถัดไป นักลงทุนที่ต้องการขายหุ้นย่อยสามารถส่งคำสั่งในช่วงเวลา 13:40-14:30 ได้

เลือกซื้อขายในช่วงเช้าหรือหลังตลาด?

  • ถ้าต้องการขายเร็ว ควรเลือกช่วงเช้า เพราะมีโอกาสจับคู่หลายรอบ (ทุก ๆ นาที) เพิ่มโอกาสขาย
  • ถ้าต้องการราคาที่แม่นยำ ควรเลือกช่วงหลังตลาด เพราะมีโอกาสจับคู่เพียงครั้งเดียว ทำให้สามารถกำหนดราคาขายได้แม่นยำขึ้น

ค่าธรรมเนียมการขายหุ้นย่อย: เปรียบเทียบ 5 โบรกเกอร์

หลายคนเข้าใจผิดว่าค่าธรรมเนียมการขายหุ้นย่อยจะสูงมาก แต่ความจริงแล้ว วิธีคำนวณเหมือนกับหุ้นเต็มจำนวน คือ คิดเป็นร้อยละ 0.1425% ของยอดซื้อขาย

ตัวอย่างการคำนวณค่าธรรมเนียม

สมมุติขายหุ้น 200 หุ้น (ราคาประมาณ 1,000 บาทต่อหุ้น)

  • ยอดขาย: 200 หุ้น × 1,000 บาท = 200,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียม: ยอดขาย × 0.1425% = 285 บาท
  • ขั้นต่ำค่าธรรมเนียม: โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ตั้งไว้ที่ 1 บาท

แต่สิ่งสำคัญคือ โบรกเกอร์แต่ละแห่งมีโปรโมชั่นลดค่าธรรมเนียมสำหรับการสั่งซื้อขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แตกต่างกัน ต่อไปนี้เป็นเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมของโบรกเกอร์หลัก ๆ

โบรกเกอร์ เอกสารเปิดบัญชี ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ ส่วนลดสำหรับการสั่งซื้อออนไลน์
ฟูบง โบรกเกอร์ บัตรประชาชน, เอกสารรอง, บัญชีธนาคาร 1 บาท ส่วนลด 1.8 เท่า (ลดเหลือ 1.8 เท่า)
ยงเฟิง โบรกเกอร์ บัตรประชาชน, เอกสารรอง, บัญชีธนาคาร 1 บาท ส่วนลด 2 เท่า
คายกิ โบรกเกอร์ บัตรประชาชน, เอกสารรอง, บัญชีธนาคาร, เอกสารแสดงฐานะทางการเงิน 1 บาท ส่วนลด 6 เท่า
ซินกง โบรกเกอร์ บัตรประชาชน, เอกสารรอง, บัญชีธนาคาร 1 บาท ส่วนลด 1 เท่า
ตี้อี้ โบรกเกอร์ บัตรประชาชน, เอกสารรอง, บัญชีธนาคาร 1 บาท ส่วนลด 1.68 เท่า

ถ้าคิดจากส่วนลด 1.8 เท่า ค่าธรรมเนียมจะเหลือประมาณ 285 × 1.8 = 51.3 บาท ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้มากทีเดียว

คำแนะนำเล็กน้อย: สำหรับการซื้อขายหุ้นย่อยที่มียอดน้อย ค่าธรรมเนียมจะมีผลต่อกำไรค่อนข้างมาก ควรตั้งเป้าหมายให้ยอดซื้อขายอย่างน้อย 10,000 บาทต่อครั้ง เพื่อให้ค่าธรรมเนียมไม่กินส่วนแบ่งมากเกินไป

เทคนิคขายหุ้นย่อยให้สำเร็จ: 3 เคล็ดลับจากสนามจริง

ไม่ใช่หุ้นย่อยทุกตัวจะขายง่ายเสมอไป หุ้นยอดนิยมอย่าง TSMC ขายง่ายมาก แต่หุ้นที่ไม่เป็นที่นิยมอาจต้องรอหรือปรับกลยุทธ์ นี่คือ 3 เทคนิคที่ช่วยเพิ่มโอกาสขายหุ้นย่อยให้สำเร็จ

เทคนิคที่ 1: “เปลี่ยนหุ้นย่อยเป็นหุ้นเต็ม” ขายเร็วขึ้น

เป็นวิธีที่ตรงที่สุดและได้ผลมากที่สุด หากคุณถือหุ้นย่อยจำนวน 700 หุ้นของหุ้นที่ไม่เป็นที่นิยม เช่น 信錦 (Xin Jin) การขายในช่วงเช้าอาจเป็นเรื่องยาก ลองคิดในทางกลับกัน:

ขั้นตอนการดำเนินการ:

  1. ก่อนในช่วงเช้าหรือหลังตลาดปิด ซื้อหุ้นเพิ่มอีก 300 หุ้น เพื่อให้รวมเป็น 1,000 หุ้น (1 แผ่นเต็ม)
  2. จากนั้นขายหุ้นเต็มจำนวนในตลาดที่มีสภาพคล่องสูงกว่า

แม้จะต้องใช้เงินซื้อหุ้นย่อยก่อน แต่การขายหุ้นเต็มจะเร็วกว่าและง่ายกว่าในระยะยาว ช่วยลดเวลาการขายโดยรวม โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่ติดหุ้นอยู่หรืออยากออกเร็ว เทคนิคนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีมาก

เทคนิคที่ 2: ใช้กลยุทธ์ “ซื้อด้วยราคาขึ้นสูงสุด, ขายด้วยราคาต่ำสุด”

เทคนิคนี้เหมาะกับการซื้อขายหลังตลาดปิด เพราะในช่วงหลังตลาดมีโอกาสจับคู่เพียงครั้งเดียวเวลา 14:30 การวางแผนราคาจึงสำคัญมาก

สำหรับการขาย:

  • ถ้าต้องการขายด่วน ให้ตั้งคำสั่งขายที่ราคาติดลบสูงสุด (ราคาต่ำสุด) เช่น ราคาติดลบ 10% (ราคาต่ำสุดของวัน)
  • การตั้งคำสั่งขายที่ราคาต่ำสุดจะมีโอกาสจับคู่สูงสุดตามหลักการ “จับคู่ในราคาสูงสุด” ของตลาด
  • ถึงแม้ราคาขายจะต่ำลง แต่ก็รับประกันว่าจะขายได้แน่นอน ลดความเสี่ยงที่จะต้องถือหุ้นต่อไปในวันถัดไป

สำหรับการซื้อ:

  • ถ้าต้องการซื้อหุ้นย่อยในช่วงหลังตลาด ให้ตั้งคำสั่งซื้อที่ราคาสูงสุด (ราคาสูงสุดของวัน) เช่น ราคาติดบวก 10%
  • โอกาสที่จะได้หุ้นก็สูงเช่นกัน

เทคนิคที่ 3: เลือกช่วงเวลาการซื้อขายให้เหมาะสม

ช่วงเวลาการซื้อขายมีผลต่อสภาพคล่องและอารมณ์ของนักลงทุนอย่างมาก

ช่วงเช้า (9:00-13:30):

  • ข้อดี: มีโอกาสจับคู่หลายรอบ (ครั้งแรก 9:10 แล้วทุก ๆ นาที)
  • เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่รีบและพร้อมรอหลายรอบ
  • ข้อเสีย: ต้องเฝ้าหน้าจอทั้งวัน ถ้าพลาดก็ต้องส่งคำสั่งใหม่

ช่วงหลังตลาด (13:40-14:30):

  • ข้อดี: มีเวลาตัดสินใจมากขึ้น และคำสั่งซื้อขายมักมีปริมาณมาก
  • เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีเป้าหมายชัดเจนและต้องการความแน่นอน
  • ข้อเสีย: มีโอกาสจับคู่เพียงรอบเดียว ถ้าพลาดก็ไม่สามารถแก้ไขได้

ข้อดีและข้อเสียของการลงทุนในหุ้นย่อย: ควรหรือไม่สำหรับคนงบน้อย

ข้อดี:

  • ใช้เงินน้อย เริ่มต้นง่าย: จากเดิมที่ต้องใช้ 5,000 บาทเพื่อซื้อ 1 แผ่นของ TSMC ตอนนี้เริ่มต้นได้ด้วยเงินเพียง 2,000 บาท
  • เหมาะกับการลงทุนแบบรายเดือน: สำหรับคนมีรายได้ประมาณ 3 หมื่นบาท ก็สามารถลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงได้
  • เรียนรู้และทดลอง: เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากฝึกเลือกหุ้นและเข้าใจตลาด

ข้อเสีย:

  1. สภาพคล่องต่ำ: หุ้นย่อยมักมีปริมาณการซื้อขายน้อยกว่าหุ้นเต็ม ทำให้ขายออกยากในบางกรณี อาจต้องรอ 1-2 วันหรือมากกว่านั้น
  2. ค่าธรรมเนียมสูง: ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ 1 บาท ทำให้เมื่อซื้อขายในจำนวนเงินน้อย ๆ ค่าธรรมเนียมกินส่วนแบ่งมาก เช่น ซื้อหุ้นย่อย 500 บาท ค่าธรรมเนียมอาจเป็น 8-10 บาท คิดเป็นประมาณ 2% ซึ่งอาจทำให้กำไรลดลง
  3. ข้อจำกัดในการซื้อขาย: ไม่สามารถซื้อหุ้นย่อยเองได้ ต้องผ่านระบบของโบรกเกอร์เท่านั้น การส่งคำสั่งที่ยังไม่สำเร็จในช่วงเช้าจะไม่ถูกเก็บไว้ในวันถัดไป ต้องส่งคำสั่งใหม่

ตัวเลือกอื่นสำหรับคนงบน้อย: สัญญาแลกเปลี่ยนส่วนต่าง (CFD) กับหุ้นย่อย

ถ้าคุณยังลังเลว่าจะลงทุนในหุ้นย่อยดีไหม ลองพิจารณาเครื่องมือการลงทุนอื่น ๆ เช่น สัญญาแลกเปลี่ยนส่วนต่าง (CFD) ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

ลักษณะของ CFD:

  • ใช้เงินมัดจำเพียง 5-20% ของมูลค่าการลงทุน (ใช้เลเวอเรจ)
  • ค่าธรรมเนียมต่ำ ส่วนใหญ่เป็นค่าสเปรด (Spread) ไม่มีค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเติม
  • สามารถเข้าออกตลาดได้ตลอดเวลา

ตัวอย่างเปรียบเทียบ:

สมมุติอยากลงทุนในหุ้น Google จำนวน 5 หุ้น (ราคาประมาณ 400 ดอลลาร์ต่อหุ้น)

  • ซื้อหุ้นย่อย: ต้องใช้เงิน 400 × 5 = 2,000 ดอลลาร์
  • ซื้อ CFD: หากมีการวางเงินมัดจำ 5% ก็ใช้เงินเพียง 100 ดอลลาร์

จะเห็นว่า CFD ดูเหมือนจะประหยัดกว่า แต่ก็มีข้อควรระวัง:

  • หุ้นย่อยเหมาะกับการถือระยะยาว รับปันผลได้
  • CFD เหมาะกับการเทรดระยะสั้น เพราะมีดอกเบี้ยรายวันและความเสี่ยงสูง

สรุป: เป็นนักขายหุ้นย่อยที่ฉลาด

การขายหุ้นย่อยดูเหมือนง่าย แต่จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องกับการเลือกเวลา กลยุทธ์ด้านราคา การควบคุมค่าธรรมเนียม ฯลฯ หากอยากเป็นนักขายหุ้นย่อยที่ฉลาด คำแนะนำสำคัญคือ:

  1. เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม: ถ้าต้องการขายด่วน ให้ตั้งคำสั่งขายที่ราคาต่ำสุด (ราคาติดลบ) ในช่วงหลังตลาด แต่ถ้าไม่รีบ ก็สามารถรอในช่วงเช้าเพื่อขายในราคาที่ดีกว่า
  2. คำนวณค่าธรรมเนียมให้ดี: ยิ่งยอดซื้อขายต่ำกว่า 1 หมื่นบาท ค่าธรรมเนียมจะกินส่วนแบ่งมาก ควรวางแผนให้ยอดซื้อขายต่อครั้งอยู่ในระดับที่เหมาะสม
  3. ใช้กลยุทธ์ “เปลี่ยนหุ้นย่อยเป็นหุ้นเต็ม”: สำหรับหุ้นที่ขายยาก ลองซื้อเพิ่มอีกเพื่อให้รวมเป็นหุ้นเต็ม แล้วขายในตลาดที่มีสภาพคล่องสูงกว่า
  4. เรียนรู้และปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง: เข้าใจสภาพตลาดและจิตวิทยาของนักลงทุน จะช่วยให้ขายหุ้นย่อยได้ง่ายขึ้น

ด้วยความนิยมของการซื้อขายหุ้นย่อยที่เพิ่มขึ้น การลงทุนในเครื่องมือนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนงบน้อย แต่ก็ต้องระวังข้อจำกัดและความเสี่ยงให้ดี เพื่อให้การลงทุนของคุณประสบความสำเร็จในระยะยาว

ดูต้นฉบับ
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
  • รางวัล
  • แสดงความคิดเห็น
  • repost
  • แชร์
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น
  • ปักหมุด