This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
ทำไมผู้ลงทุนถึงพูดถึงจุดหยุดขาดทุน? แนวป้องกันความเสี่ยงที่มือใหม่ควรรู้
ในตลาดการลงทุน ทุกการตัดสินใจอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของทุน การผิดพลาดร้ายแรงของนักลงทุนมือใหม่คือไม่ตั้งจุดหยุดขาดทุนให้เหมาะสม จนทำให้ขาดทุนเล็กกลายเป็นขาดทุนใหญ่ จุดหยุดขาดทุนคืออะไร ทำไมผู้ลงทุนที่มีประสบการณ์จึงถือเป็นแนวป้องกันสุดท้ายของการบริหารความเสี่ยง บทความนี้จะพาคุณเข้าใจแนวคิดสำคัญนี้อย่างลึกซึ้ง
แก่นแท้ของจุดหยุดขาดทุน: ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการปกป้องทุน
นักลงทุนมือใหม่หลายคนเข้าใจผิดว่าการตั้งจุดหยุดขาดทุนคือการยอมแพ้ แต่ในความเป็นจริง จุดหยุดขาดทุนเป็นแนวป้องกันเชิงรับ กล่าวง่ายๆว่า หยุดขาดทุน (Stop Loss) คือการหยุดการขาดทุน เมื่อราคาสินทรัพย์ที่คุณซื้อร่วงลงถึงระดับที่กำหนด ระบบจะทำการปิดออเดอร์โดยอัตโนมัติหรือด้วยตนเอง เพื่อจำกัดความเสียหาย
จุดหยุดขาดทุนคือราคาที่จะทำให้คำสั่งปิดออเดอร์ถูกกระตุ้น เมื่อราคาถีบตัวไปถึงจุดนี้ การออกจากตลาดจะเกิดขึ้นทันที ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องทุนของคุณ
ทำไมต้องตั้งจุดหยุดขาดทุน? มีเหตุผลหลักสามประการ:
กลไกการแก้ไขข้อผิดพลาด
เหตุผลที่เราซื้อสินทรัพย์มักเป็นเพราะความเข้าใจผิด หรือแนวคิดที่ถูกต้องตอนซื้อแต่ภายหลังตลาดสวนทาง จุดหยุดขาดทุนช่วยให้เรายอมรับความผิดพลาดได้ทันที แทนที่จะยืนหยัดในความคิดที่ล้มเหลวแล้ว
รับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินในตลาด
เมื่อเกิดวิกฤติโลก เช่น การระบาดของโรค การขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือวิกฤติเศรษฐกิจ ตลาดอาจตกใจและเกิดการขายอย่างไม่สมเหตุสมผล จุดหยุดขาดทุนช่วยให้คุณสามารถถอยออกมาก่อนความเสียหายจะลุกลาม
การสนับสนุนทางเทคนิคที่ถูกทะลุผ่าน
จากมุมมองกราฟ กรณีหุ้นร่วงทะลุแนวรับสำคัญ มักจะเร่งให้ราคาตกลงอย่างรวดเร็ว หากไม่ตั้งจุดหยุดขาดทุน ความเสียหายจะขยายตัวเป็นทวีคูณ
ลองดูตัวอย่างสมมุติ คุณซื้อหุ้นแอปเปิลด้วยมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์ ในราคา 100 ดอลลาร์ต่อหุ้น หากไม่ตั้งจุดหยุดขาดทุน อาจเกิดผลลัพธ์สองแบบ:
สถานการณ์เชิงบวก: หุ้นขึ้นต่อเนื่องตามแผน ทำกำไรได้ตามเป้า
สถานการณ์เชิงลบ: หุ้นร่วงอย่างกะทันหัน เมื่อร่วง 10% เงินในบัญชีเหลือ 9 ล้านดอลลาร์ เมื่อร่วง 30% เหลือ 7 ล้าน เมื่อร่วง 50% ทรัพย์สินเหลือ 5 ล้าน ดัชนีราคาหุ้นเหลือ 50 ดอลลาร์ ต้องให้ราคาหุ้นขึ้นจาก 50 เป็น 100 ดอลลาร์ จึงจะคืนทุน ซึ่งต้องการการขึ้นถึง 200% ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี
แต่ในความเป็นจริง นักลงทุนไม่ค่อยสามารถทนต่อการขาดทุน 50% ได้ เมื่อจิตใจล้มเหลวและราคายังร่วงต่อไป หลายคนจะรีบออกจากตลาด ทำให้ขาดทุนเกินครึ่ง หรือมากกว่า 90% จนหมดตัว
พลังของจุดหยุดขาดทุนอยู่ที่: หากคุณตั้งจุดหยุดขาดทุนเมื่อขาดทุน 10% แล้วใช้เงิน 9 ล้านดอลลาร์ที่เหลือไปหาช่องทางใหม่ หากได้ผลตอบแทนเกิน 11% ก็สามารถคืนทุน 1 ล้านดอลลาร์ได้ เมื่อเทียบกับการต้องขึ้น 200% จาก 50 เป็น 100 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นความยากที่สิบเท่า
แก่นแท้ของจุดหยุดขาดทุนคือการใช้ความขาดทุนเล็กน้อยที่ควบคุมได้ เพื่อปกป้องความเสียหายใหญ่หลวงที่ไม่สามารถควบคุมได้
ตัวชี้วัดทางเทคนิคช่วยชี้แนวทางตั้งจุดหยุดขาดทุนอย่างไร?
การตั้งจุดหยุดขาดทุนมีหลายวิธี วิธีง่ายที่สุดคือกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ของการขาดทุน หรือจำนวนเงินคงที่ เช่น ขาดทุน 10% หรือ 100 ดอลลาร์ แต่สำหรับนักลงทุนที่ต้องการความแม่นยำ ตัวชี้วัดทางเทคนิคสามารถช่วยบอกตำแหน่งจุดหยุดขาดทุนที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น
แนวรับและแนวต้านเป็นแนวทางที่เข้าใจง่ายที่สุด เมื่อราคาหุ้นร่วงลงและพบระดับที่เคยเด้งขึ้น 1-2 ครั้ง แต่ไม่สามารถทะลุผ่านได้ ระดับนั้นจะกลายเป็นแนวต้าน เมื่อราคาร่วงทะลุแนวต้านนี้ มักจะเกิดการตกลงอย่างรวดเร็ว จึงควรตั้งจุดหยุดขาดทุนเหนือแนวต้านเพื่อป้องกันการร่วงลงอย่างรุนแรง
MACD (Moving Average Convergence Divergence) เป็นเครื่องมือที่ดีในการจับจังหวะเปลี่ยนเทรนด์ เมื่อคุณถือครองตำแหน่งอยู่ เมื่อเส้น MACD ระยะสั้นตัดผ่านเส้นระยะยาวเป็น “Death Cross” เป็นสัญญาณขายชัดเจน หลายคนจะตั้งจุดหยุดขาดทุนใต้เส้นนี้
BOLL (Bollinger Bands) ประกอบด้วยเส้นบน กลาง และล่าง ซึ่งสะท้อนช่วงความผันผวนของราคา เมื่อราคาหลุดจากบริเวณระหว่างเส้นบนและกลางลงมาเป็นสัญญาณขายชัดเจน ควรตั้งจุดหยุดขาดทุนใกล้เส้นกลางหรือเส้นล่างเพื่อป้องกันการร่วงต่อเนื่อง
RSI (Relative Strength Index) ชี้วัดความซื้อมากเกินไปหรือขายมากเกินไป เมื่อ RSI เกิน 70 เป็นสัญญาณขาย เมื่อ RSI ต่ำกว่า 30 เป็นสัญญาณซื้อ เมื่อเข้าสู่โซนขายเกิน ควรตั้งจุดหยุดขาดทุนใกล้ราคาปัจจุบันเพื่อรอการปรับตัว
การเลือกใช้ตัวชี้วัดขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดของคุณ เทรดระยะสั้นอาจเน้น MACD และ RSI ขณะที่เทรระยะกลาง-ยาว อาจสนใจแนวรับแนวต้านและ Bollinger Bands
สามวิธีการดำเนินการจุดหยุดขาดทุน แบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด?
จุดหยุดขาดทุนมี 3 วิธีหลักในการดำเนินการ ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสีย
วิธีที่ 1: การหยุดขาดทุนด้วยมือเอง (Manual Stop Loss)
คุณคอยติดตามตลาดและกดปิดออเดอร์เองเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่เป็นไปตามคาด ข้อดีคือความยืดหยุ่น แต่ต้องเฝ้าหน้าจอเสมอ และอาจเกิดอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ตัดสินใจผิดพลาด
วิธีที่ 2: การตั้งจุดหยุดขาดทุนอัตโนมัติ (Conditional/Auto Stop Loss)
คุณตั้งระดับราคาขาดทุนไว้ล่วงหน้า เมื่อราคาถีบตัวถึงจุดนั้น ระบบจะปิดออเดอร์เอง เช่น บนแพลตฟอร์ม Mitrade คุณสามารถตั้งจุดหยุดขาดทุนได้ง่ายๆ ข้อดีคือไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ ลดอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด
วิธีที่ 3: การตามราคาขึ้น (Trailing Stop)
เป็นการอัปเดตจุดหยุดขาดทุนตามราคาที่เคลื่อนไหวขึ้น เมื่อราคาขึ้น จุดหยุดก็จะเลื่อนตามไปด้วย เช่น ตั้งค่าให้ตามราคาขึ้น 2 จุด เมื่อราคาขึ้น จุดหยุดก็จะเลื่อนตามไป 2 จุด เพื่อรักษากำไรและลดความเสี่ยงจากการพลิกกลับของตลาด วิธีนี้เหมาะสำหรับเทรดระยะยาวที่ต้องการล็อคกำไรสูงสุด
การใช้จุดหยุดขาดทุนแบบอัตโนมัติช่วยลดอารมณ์และความผิดพลาดในการตัดสินใจ ส่วน trailing stop เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการเก็บกำไรในขณะเดียวกันก็ลดความเสี่ยง
คำแนะนำในการตั้งจุดหยุดขาดทุนในเชิงปฏิบัติ
นักลงทุนแต่ละสไตล์ควรเลือกกลยุทธ์จุดหยุดขาดทุนให้เหมาะสม
เทรดเดอร์รายวัน: ตั้งจุดหยุดขาดทุนให้แน่นหนา เช่น 2-5% ของราคาซื้อ เพื่อให้สามารถเข้าออกเร็วและไม่ปล่อยให้ตลาดพลิกผันมาก
นักลงทุนระยะสั้น: ตั้งจุดหยุดขาดทุนประมาณ 5-10% ให้มีพื้นที่รับความผันผวน แต่ยังคงระวังความเสี่ยง
นักลงทุนระยะกลาง-ยาว: ตั้งจุดหยุดขาดทุน 10-20% หรือใช้แนวรับแนวต้านและเทคนิคอื่นร่วมด้วย เพื่อสมดุลระหว่างความผันผวนและแนวโน้มตลาด
ไม่ว่าจะใช้กลยุทธ์ใด สิ่งสำคัญคือเมื่อจุดหยุดขาดทุนถูกแตะต้อง ต้องยอมรับและปฏิบัติตามอย่างเด็ดขาด อย่าหวังว่าจะกลับตัวแล้วปล่อยให้ขาดทุนเพิ่มขึ้น เพราะประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่านักลงทุนหลายคนไม่ยอมตัดขาดทุน ทำให้ขาดทุนสะสมจนหมดตัว
หลายแพลตฟอร์ม เช่น Mitrade มีฟังก์ชันอัตโนมัติให้ตั้งจุดหยุดขาดทุนง่ายๆ เพียงกำหนดราคา ระบบจะทำงานเองโดยไม่ต้องมีคนคอยดูแล ช่วยให้นักลงทุนมือใหม่ที่อารมณ์อ่อนไหวปลอดภัยขึ้นมาก
สรุป
จุดหยุดขาดทุนไม่ใช่ตัวเลือกเสริมในพอร์ต แต่เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยที่จำเป็น มันเหมือนเข็มขัดนิรภัยในรถ คุณหวังว่าจะไม่ต้องใช้ แต่หากเกิดอุบัติเหตุ ก็สามารถช่วยชีวิตคุณได้
โดยการตั้งระดับขาดทุนเป็นเปอร์เซ็นต์ จำนวนเงิน หรือใช้สัญญาณจากตัวชี้วัดเช่น MACD, RSI, Bollinger Bands, แนวรับแนวต้าน คุณสามารถหาจุดหยุดขาดทุนที่เหมาะสมกับตัวเองได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และด้วยฟังก์ชันอัตโนมัติหรือ trailing stop การดำเนินการจุดหยุดขาดทุนก็กลายเป็นกระบวนการอัตโนมัติที่ไม่ต้องควบคุมด้วยอารมณ์
นักลงทุนมือใหม่มักเข้าใจผิดว่าตนเองรับความเสี่ยงได้มากเกินไป และมองข้ามความรุนแรงของตลาด การตั้งจุดหยุดขาดทุนคือการยอมรับข้อจำกัดของตนเอง พร้อมปกป้องทุนสำหรับโอกาสในอนาคต นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่เพราะทำนายตลาดได้แม่นยำ แต่เพราะรู้จักปกป้องตัวเอง ทุกจุดหยุดขาดทุนที่ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดคือก้าวสำคัญสู่การเป็นนักลงทุนที่มีวุฒิภาวะ