This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
แนวโน้มทองคำไต้หวันใน 10 ปีที่ผ่านมา|จากจุดต่ำสุดสู่จุดสูงสุด ตลาดกระทิงจะหยุดเมื่อไหร่?
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา นักลงทุนในไต้หวันได้เห็นทองคำพุ่งจากต่ำกว่า 1300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไปสู่จุดสูงสุดใหม่กว่า 5000 ดอลลาร์ในปีนี้ ความลับอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังแนวโน้มทองคำในไต้หวันครั้งนี้? ราคาทองจะยังคงขึ้นต่อไปหรือใกล้ถึงจุดสูงสุดแล้ว? มาดูกันตั้งแต่ข้อมูลในสิบปีล่าสุด เพื่อเปิดเผยความจริงของมหกรรมทองคำนี้
นักลงทุนไต้หวันต้องดู|แนวโน้มทองคำ 10 ปีทบต้น เกิดอะไรขึ้น?
จากปี 2016 ถึง 2026 แผนภูมิแนวโน้มทองคำในไต้หวันชัดเจนมาก — เป็นแนวโน้มระยะยาวที่ขึ้นจากจุดต่ำสุด
ข้อมูลเฉพาะ: ปี 2019 ทองคำแตะจุดต่ำสุดประมาณ 1200 ดอลลาร์/ออนซ์ จนถึงต้นปี 2026 ยืนเหนือ 5100 ดอลลาร์/ออนซ์ การเพิ่มขึ้นในสิบปีเกิน 300% ยิ่งไปกว่านั้น ในสองปีล่าสุด (ต้นปี 2024 ถึง 2026) การขึ้นของราคาทองก็เกิน 150% ซึ่งสูงกว่าหุ้นและพันธบัตรในช่วงเวลาเดียวกันอย่างมาก
เบื้องหลังการขึ้นแบบไม่เป็นเส้นตรงนี้ มีแรงผลักดันสามประการ: กระแสโลกที่ลดการใช้ดอลลาร์, การซื้อทองคำของธนาคารกลางอย่างบ้าคลั่ง, และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ต่อเนื่อง สำหรับนักลงทุนในไต้หวัน นี่ไม่ใช่แค่เกมตัวเลข แต่เป็นโอกาสในการจัดสรรสินทรัพย์ที่แท้จริง
แต่มีคำถามสำคัญ: แนวโน้มทองคำในสิบปีที่ผ่านมา สามารถเป็นตัวแทนอนาคตได้หรือไม่?
เปิดกลยุทธ์วัฏจักรตลาดวัว 3 รอบ|ทำไมทองคำมักขึ้นในช่วงวิกฤติ?
ย้อนดูแนวโน้มทองคำทั่วโลกในกว่า 50 ปี พบว่ามีวัฏจักรตลาดวัวชัดเจน 3 ช่วง การเข้าใจวัฏจักรเหล่านี้เกือบจะเป็นกุญแจไขรหัสแนวโน้มทองคำในอนาคต
รอบแรก: ปี 1971-1980 ช่วงล่มสลายของเครดิต (ราคาขึ้น 24 เท่า)
ย้อนกลับไปปี 1971 สหรัฐฯ ประกาศหยุดแลกเปลี่ยนดอลลาร์เป็นทองคำ ระบบเบรตตอนด์ฟอร์เรสต์ล่มสลาย ทองคำจากการถูกตรึงไว้ที่ 35 ดอลลาร์/ออนซ์ ก็เป็นอิสระ ตลาดเริ่มกำหนดราคาเอง
ชาวบ้านตกใจ — ดอลลาร์ไม่ใช่ใบรับรองทองคำอีกต่อไป แล้วมันยังมีค่าอะไร? ทองคำพุ่งจาก 35 ดอลลาร์ ไปถึง 850 ดอลลาร์ หลังจากนั้นวิกฤตน้ำมัน การปฏิวัติอิหร่าน การบุกอัฟกานิสถานของโซเวียตตามมา กระแสความเชื่อมั่นในดอลลาร์สหรัฐฯ ก็สั่นคลอน จนในปี 1980 เฟดขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรง (อัตราดอกเบี้ยเกิน 20%) จนต้องหยุดชะงัก
แกนหลักของวัฏจักรนี้ง่ายมาก: วิกฤติความเชื่อ + นโยบายการเงินผ่อนคลาย = ราคาทองคำพุ่ง
รอบสอง: ปี 2001-2011 ช่วงสนุกกับอัตราดอกเบี้ยต่ำ (ราคาขึ้น 7.6 เท่า)
ปี 2001 ฟองสบู่อินเทอร์เน็ตแตก ตามด้วยเหตุการณ์ 9/11 สหรัฐฯ เลือกใช้นโยบายลดดอกเบี้ย ออกพันธบัตร ทำ QE (การขยายฐานเงิน) นโยบายเหล่านี้ทำให้ราคาบ้านพุ่ง แต่ก็เป็นรากฐานของวิกฤติการเงินปี 2008
หลังวิกฤติ สหรัฐฯ ใช้นโยบาย QE เข้มข้นขึ้น ทองคำก็ขึ้นตาม จากจุดต่ำ 250 ดอลลาร์ในปี 2001 ไปถึงจุดสูงสุด 1921 ดอลลาร์ในปี 2011 รวมสิบปีขึ้นกว่า 700% แต่เมื่อยุโรปเข้ามาช่วยแก้วิกฤติและเฟดหยุด QE ทองคำเข้าสู่ช่วงขาลงยาวนาน 8 ปี ร่วงกว่า 45%
รอบสาม: ตั้งแต่ปี 2019 ถึงปัจจุบัน ช่วงหลบภัย (ราคาขึ้นกว่า 300%)
เป็นรอบที่คนไต้หวันคุ้นเคยมากที่สุด ทองคำจากจุดต่ำ 1200 ดอลลาร์ในปี 2019 วิ่งขึ้นไปเกิน 5000 ดอลลาร์ในปี 2026 กระแสผลักดันได้แก่: กระแสโลกที่ลดการใช้ดอลลาร์, การทำ QE อีกครั้งของสหรัฐฯ, สงครามรัสเซีย-ยูเครน, ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง, และนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่สร้างความไม่แน่นอน
โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนอย่างรุนแรง ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลง — ปัจจัยเหล่านี้ซ้อนทับกัน ส่งผลให้ทองคำทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง
กฎเกณฑ์ร่วมของวัฏจักรทองคำ|ทำไมวิกฤติทีไรก็ขึ้น?
สังเกตวัฏจักรทั้งสาม มี 3 กฎที่นักลงทุนไต้หวันควรจดจำ:
กฎข้อหนึ่ง: จุดเริ่มต้นของวัฏจักรคือวิกฤติความเชื่อ
ปี 1971 ยุติระบบทองคำ, ปี 2001 นโยบายดอกเบี้ยต่ำ, ปี 2019 กระแสลดการใช้ดอลลาร์ — ทุกวัฏจักรเริ่มจากความเชื่อมั่นในดอลลาร์หรือระบบการเงินล่มสลาย เมื่อคนสูญเสียความเชื่อในเงินกระดาษและระบบการเงิน ทองคำจะกลายเป็นเสาหลักสุดท้าย
กฎข้อสอง: วัฏจักรแบ่งเป็น 3 ช่วง — ช่วงช้า, ช่วงเร่ง, ช่วงฟองสบู่
ช่วงแรกตลาดยังไม่แน่ใจ ราคาขึ้นช้า ๆ ช่วงกลางวิกฤติ กระแสเงินไหลเข้าอย่างรวดเร็ว ช่วงปลาย นักเก็งกำไรบ้าคลั่ง เกิดสัญญาณฟองสบู่ วัฏจักรนี้เฉลี่ย 8-10 ปี ราคาขึ้น 7-24 เท่า
กฎข้อสาม: วัฏจักรจบเมื่อธนาคารกลางเริ่มเข้มงวด
เช่น ปี 1980 เฟดขึ้นดอกเบี้ยรุนแรง ปี 2011 QE สิ้นสุด — เมื่อใดที่ธนาคารกลางเริ่มลดขนาดนโยบายการเงิน ราคาทองก็จะหยุดพัก แต่การปรับฐาน 20-30% เป็นเรื่องปกติ ตราบใดที่ไม่หลุดเส้นแนวรับสำคัญ (เช่น เส้นค่าเฉลี่ย 200 เดือน) วัฏจักรขาขึ้นยังไม่จบ
แต่สิ่งที่แตกต่างในวัฏจักรนี้คือ
หนี้สาธารณะของเศรษฐกิจหลักทั่วโลกสูงลิ่ว ธนาคารกลางไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้มากเหมือนในอดีต มิฉะนั้นหนี้จะระเบิด นั่นหมายความว่าช่วงการคุมเข้มแบบเดิมอาจไม่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ สิ่งที่น่าจับตามองคือ ทองคำอาจอยู่ในช่วงราคาสูงและผันผวนอย่างรุนแรงเป็นเวลาหลายปี จนกว่าจะมีระบบเงินตราและความเชื่อใหม่ที่น่าเชื่อถือเกิดขึ้น
วิธีลงทุนทองคำในไต้หวัน|กลยุทธ์ระยะสั้น vs ถือยาว ใครทำกำไรได้มากกว่า?
คำถามยอดฮิตของนักลงทุนไต้หวัน: “ทองคำควรซื้อเก็บไว้ระยะยาว หรือเล่นตามจังหวะ?”
ดูผลตอบแทนกันก่อน: ทองคำดีกว่าหุ้นจริงไหม?
ในรอบ 50 ปี ทองคำขึ้น 120 เท่า ดัชนีดาวโจนส์จาก 900 จุด ไปถึง 46,000 จุด ก็ขึ้น 51 เท่า อาจดูว่าทองคำให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่มีจุดล่อใจ — ในช่วงปี 1980-2000 ทองคำอยู่ในช่วง 200-300 ดอลลาร์/ออนซ์ เป็นเวลา 20 ปี นักลงทุนรอแล้วรอเลิกไม่คุ้มค่า
ถ้าคุณซื้อทองตอนสูงสุดที่ 850 ดอลลาร์ในปี 1980 ต้องรอจนถึงปี 2001 ถึงจะคุ้มทุน เสียเวลา 20 ปี ขณะที่นักลงทุนหุ้นในช่วงเดียวกันก็รวยไปแล้ว
สรุปสุดโหด: ชีวิตมีเวลาให้รอแค่กี่สิบปี?
นี่คือเหตุผลที่ผมเชื่อว่า: ทองคำเป็นเครื่องมือการลงทุนที่ดี แต่เหมาะกับการเล่นตามจังหวะ ไม่เหมาะกับการถือยาวแบบไม่สนใจจังหวะ
ซื้อในช่วงขาขึ้น ขายหรือเก็บในช่วงขาลง เพื่อเพิ่มผลตอบแทนสูงสุด แต่ถ้าคิดจะถือยาว ก็ต้องเตรียมใจรับความผันผวนหลายปี
รายการเครื่องมือการลงทุนทองคำในไต้หวัน
เพื่อให้เหมาะสมกับนักลงทุนในไต้หวัน มี 5 วิธีหลัก:
1. ทองรูปพรรณ (ทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ)
ข้อดีคือเป็นส่วนตัว สวมใส่เป็นเครื่องประดับได้ แต่ข้อเสียคือซื้อขายไม่สะดวก ค่าบำรุงรักษาสูง ไม่เหมาะกับเล่นตามจังหวะบ่อย ๆ
2. สมุดฝากทอง
คล้ายสมุดฝากเงินดอลลาร์ เป็นใบรับรองการเก็บรักษาทองคำ ข้อดีคือพกพาสะดวก ข้อเสียคือธนาคารไม่ให้ดอกเบี้ย ค่าซื้อขายต่างกันมาก เหมาะกับนักลงทุนระยะยาวเท่านั้น
3. ETF ทองคำ
มีสภาพคล่องสูงกว่าสมุดฝาก สามารถซื้อขายในตลาดหุ้น ติดตามจำนวนออนซ์ทองที่ถือไว้ แต่ผู้จัดการกองทุนเก็บค่าธรรมเนียม ถ้าราคาทองไม่เคลื่อนไหว ก็ค่าธรรมเนียมจะกัดกินผลตอบแทนไปเรื่อย ๆ
4. ฟิวเจอร์สทองคำ
เป็นเครื่องมือที่นักลงทุนรายย่อยนิยมใช้ เพราะมีการใช้มาร์จิ้นเพิ่มผลตอบแทน และสามารถเล่นทั้งสองทิศทางได้ สัญญาซื้อขายด้วยเงินมาร์จิ้น ต้นทุนต่ำ เหมาะกับการเล่นระยะสั้น
5. CFD ทองคำ (สัญญาส่วนต่าง)
ถ้าจะเลือกเครื่องมือที่เหมาะที่สุดสำหรับนักลงทุนรายย่อยในไต้หวัน ผมแนะนำ CFD เพราะ:
เช่น บนแพลตฟอร์ม Mitrade ค้นหา XAUUSD (ทองคำเทียบดอลลาร์) เมื่อคาดว่าขาขึ้นก็ซื้อ เมื่อคาดว่าขาลงก็ขาย ทำธุรกรรมได้ภายในไม่กี่วินาที พร้อมตั้งจุดทำกำไรและจุดตัดขาดทุนได้ง่าย แพลตฟอร์มรองรับฝากเงินเป็นสกุล TWD และบริการลูกค้าภาษาไทย 24 ชม. เหมาะกับนักลงทุนในไต้หวันมาก
กลยุทธ์เล่นตามจังหวะทองคำ
จับจังหวะให้ดี ผลตอบแทนทองคำจะสูงกว่าพันธบัตรและหุ้นเฉลี่ยมาก จุดสำคัญคือการรู้จุดเข้าออก:
ถ้าทำได้ดี ผลตอบแทนในรอบเดียวอาจเกิน 5 เท่า แต่ถ้าผิดจังหวะ ก็อาจต้องรอหลายปี
ทองคำ vs หุ้น vs พันธบัตร|แนวทางการจัดสรรสินทรัพย์ของนักลงทุนไต้หวัน
แต่ละสินทรัพย์มีแหล่งผลตอบแทนแตกต่างกัน ต้องเข้าใจให้ดี:
ทองคำได้ผลตอบแทนจาก “ส่วนต่างราคา”
ไม่มีดอกเบี้ย การเข้าออกจังหวะเป็นกุญแจ เหมาะกับการเล่นตามแนวโน้ม ไม่ใช่การลงทุนแบบให้ผลตอบแทนคงที่
พันธบัตรได้ผลตอบแทนจาก “ดอกเบี้ย”
เน้นการเพิ่มจำนวนหน่วยลงทุนเพื่อให้ดอกเบี้ยทบต้น และต้องดูนโยบายของธนาคารกลางเป็นหลัก ซึ่งง่ายที่สุด
หุ้นได้ผลตอบแทนจาก “การเติบโตของกิจการ”
ต้องเลือกบริษัทดี ถือระยะยาว รับความผันผวนสูงที่สุด เพราะมีตัวแปรมากที่สุด
ดูผลตอบแทนในรอบ 50 ปี:
ดังนั้น ไม่มีสินทรัพย์ใดแน่นอนว่าดีที่สุดตลอดเวลา แต่ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและสถานการณ์
แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนในไต้หวันคือ: “ในช่วงเศรษฐกิจโต ให้ถือหุ้น, ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย ให้ถือทองคำ”
และการสร้างพอร์ตแบบ “หุ้น-พันธบัตร-ทองคำ” ก็เป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุด:
ตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ สามารถจัดสรรแบบนี้:
แนวโน้มอนาคตทองคำในไต้หวัน|สิบปีข้างหน้าเป็นอย่างไร?
กลับมาที่คำถามเดิม: แนวโน้มราคาทองคำในไต้หวันในสิบปีที่ผ่านมา สามารถบ่งชี้อนาคตได้ไหม?
คำตอบคือ: “ได้ แต่ไม่ใช่เส้นตรงง่าย ๆ”
จากสภาพแวดล้อมมหภาคในปัจจุบัน:
ทำให้ทองคำอาจเข้าสู่ “ช่วงพักตัวในระดับสูง” ในช่วง 4500-6000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นเวลาหลายปี ซึ่งหมายความว่า:
สำหรับนักเล่นจังหวะ: เป็นโอกาสทอง เพราะมีความผันผวนมากพอที่จะทำกำไรได้
สำหรับนักถือยาว: อาจเป็นฝันร้าย เพราะอาจต้องรอหลายปีในช่วงแนวโน้มพักตัว
สุดท้าย ควรจดจำกฎสำคัญ: แม้ทองคำจะมีช่วงขาลง แต่จุดต่ำสุดของแต่ละรอบสูงขึ้นเรื่อย ๆ สะท้อนต้นทุนการขุดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหมายความว่า ถึงแม้ราคาทองจะร่วง ก็จะไม่เหลือมูลค่าศูนย์ — นี่คือเส้นความปลอดภัยสำหรับนักลงทุนระยะยาว
สำหรับนักลงทุนในไต้หวัน การไม่ต้องกังวลว่าทองคำจะขึ้นหรือลง ควรใช้โอกาสในตลาดปัจจุบัน ด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม ขนาดตำแหน่งที่เหมาะสม จังหวะที่ใช่ เพื่อเข้าร่วมมหกรรมทองคำในรอบนี้อย่างเต็มที่