การลงทุนในทองคำซื้อที่ไหนถูกที่สุด? วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพของ 5 ช่องทางหลัก

ถ้าคุณกำลังพิจารณาการลงทุนในทองคำ คำถามแรกแน่นอนคือ “ซื้อทองคำที่ไหนถูกที่สุด” จริงอยู่นอกจากการซื้อทองแท้จากร้านทองแบบดั้งเดิมแล้ว ปัจจุบันยังมีช่องทางการลงทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกหลายวิธี ตั้งแต่ทองคำกระดาษ ไปจนถึงการซื้อขายอนุพันธ์ ซึ่งต้นทุนและผลตอบแทนแตกต่างกันอย่างมาก บทความนี้จะวิเคราะห์รายละเอียดเกี่ยวกับต้นทุน ความเสี่ยง และผลตอบแทนของแต่ละวิธี เพื่อช่วยให้คุณเลือกวิธีเข้าเทรดที่คุ้มค่าที่สุดตามงบประมาณและเป้าหมายการลงทุนของคุณ

การเข้าลงทุนทองคำในตอนนี้คุ้มไหม? มาดูแนวโน้มราคาทองและคำแนะนำในการเลือกกันก่อน

ราคาทองคำในช่วงปี 2022 ถึง 2023 มีความผันผวนอย่างรุนแรง ราคาสูงสุดทะลุ 2000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เป็นครั้งคราว ต่ำสุดร่วงลงต่ำกว่า 1700 ดอลลาร์ ราคาที่ผันผวนนี้ส่วนใหญ่มาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ

หลังจากเข้าสู่ปี 2024 สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป เนื่องจากความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของสหรัฐฯ เริ่มรุนแรงขึ้น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเพิ่มขึ้น และธนาคารกลางทั่วโลกได้ซื้อทองคำในระดับบันทึก (ในปี 2024 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสุทธิ 1045 ตัน ติดต่อกันเป็นปีที่สามที่ยอดซื้อเกินพันตัน) ราคาทองก็ทะลุระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ผ่าน 2700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไปจนถึงปี 2025 ราคาทองพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับใหม่กว่า 3700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยธนาคารชั้นนำอย่าง Goldman Sachs คาดการณ์ว่าในกลางปี 2026 ราคาทองอาจแตะ 4000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แม้แนวโน้มจะดูดี แต่ราคาทองก็ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ทำให้ความผันผวนระยะสั้นยังคงมีอยู่ นักลงทุนที่ต้องการถือทองในระยะยาวเพื่อรอให้มูลค่าเพิ่มขึ้น คีย์สำคัญคือการหาจุดเข้าเทรดที่ดี ไม่ใช่รอให้ราคาขึ้นแล้วเสียใจทีหลังว่าพลาดโอกาสเข้าไป สำหรับเป้าหมายการลงทุนที่แตกต่างกัน คำแนะนำมีดังนี้:

  • เน้นรักษามูลค่าในระยะยาว: ซื้อทองแท้ ทองในบัญชี หรือ ETF ทอง
  • เน้นทำกำไรระยะสั้น: หากรับความเสี่ยงได้และวิเคราะห์แนวโน้มเป็น ก็สามารถพิจารณาซื้อขายฟิวเจอร์ทองคำ หรือสัญญาแลกเปลี่ยนต่าง ๆ เพื่อเก็งกำไรจากการขึ้นลงของราคา

เปรียบเทียบต้นทุน: ทองแท้กับผลิตภัณฑ์การลงทุนในรูปแบบกระดาษ

ก่อนเลือกช่องทางลงทุนในทองคำ ต้องเข้าใจโครงสร้างต้นทุนของแต่ละวิธี ต่อไปนี้เป็นการเปรียบเทียบต้นทุนของ 5 ช่องทางหลักในการลงทุน:

วิธีการลงทุน ขั้นต่ำการลงทุน ค่าธรรมเนียมซื้อขายต่อครั้ง ค่าบำรุงรักษา เวลาซื้อขาย การใช้เลเวอเรจ
ทองแท้ กลาง 1%-5% ค่าบริการเก็บรักษา เวลาทำการธนาคาร/ร้านทอง ไม่มี
บัญชีทองคำ กลาง 1.00% ค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยนเงิน เวลาทำการธนาคาร ไม่มี
ETF ทอง กลาง 0.25% ค่าธรรมเนียมบริหาร/ปี เวลาซื้อขายหลักทรัพย์ ไม่มี
ฟิวเจอร์ทอง สูง 0.10% ค่าธรรมเนียมเปลี่ยนสัญญา 4-6 ชั่วโมง เลเวอเรจต่ำ
CFD ทอง ต่ำ 0.04% ค่าธรรมเนียมข้ามวัน 24 ชั่วโมง เลเวอเรจสูง

จากตารางจะเห็นได้ว่า ถ้าดูเฉพาะค่าธรรมเนียมต่อครั้ง การซื้อขาย CFD และฟิวเจอร์ทองคำมีต้นทุนต่ำกว่าวิธีดั้งเดิมมาก แต่ก็มีข้อควรระวัง: ต้นทุนต่ำไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลเวอเรจ ต่อไปนี้จะวิเคราะห์แต่ละวิธีตามลำดับต้นทุนจากสูงไปต่ำ

วิธีการลงทุนทองคำสำหรับผู้เริ่มต้นด้วยงบประมาณน้อย

วิธีที่ 1: ซื้อทองแท้ — วิธีดั้งเดิมแต่ต้นทุนสูงสุด

การลงทุนในทองแท้รวมถึงทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ เหรียญที่ระลึก ซึ่งเป็นวิธีการรักษามูลค่าทองคำแบบดั้งเดิม แต่พูดตรง ๆ ว่า ทองแท้ไม่ใช่สินทรัพย์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลงทุน เหตุผลมี 3 ข้อ:

  1. ต้นทุนสูงมาก: ค่าธรรมเนียมต่อครั้งอาจสูงถึง 1%-5% รวมถึงค่าบริการเก็บรักษาและประกันภัย
  2. สภาพคล่องต่ำ: ขายยาก ขายไม่ออกง่าย ๆ จะมีค่าธรรมเนียมและค่าเสื่อมสภาพเมื่อขาย
  3. ไม่มีรายได้ดอกเบี้ย: ต่างจากฝากธนาคารหรือหุ้นที่จ่ายปันผล ทองคำเองไม่ได้สร้างรายได้

แล้วซื้อทองคำที่ไหนถูกที่สุด? ถ้าจำเป็นต้องซื้อทองแท้ในไทย แนะนำธนาคารไทยพาณิชย์เป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือที่สุด เพราะเป็นธนาคารเดียวในไทยที่มีการซื้อขายทองแท้โดยตรง มีชื่อเสียงและค่าธรรมเนียมค่อนข้างต่ำ ทองแท่งของธนาคารไทยพาณิชย์ส่วนใหญ่มาจาก UBS AG ของสวิตเซอร์แลนด์ เริ่มต้นซื้อได้ตั้งแต่ 100 กรัม ไปจนถึง 250, 500 กรัม และ 1 กิโลกรัม

ถ้าต้องการทองคำขนาดเล็ก เช่นทองคำรูปพรรณ ก็สามารถซื้อจากร้านทองหรือโรงรับจำนำ แต่ต้องระวังเรื่องความบริสุทธิ์ของทองคำ หลีกเลี่ยงทองปลอมและการตั้งราคาที่เกินจริง เรื่องภาษี หากซื้อทองแท้เกิน 5 หมื่นบาท ต้องแจ้งรายได้การค้าขายชั่วคราว

กลุ่มเป้าหมาย: นักลงทุนสายอนุรักษ์ เน้นเก็บรักษามูลค่าและสะสม

วิธีที่ 2: บัญชีทองคำ (ทองในบัญชี) — สมดุลระหว่างความสะดวกและต้นทุน

บัญชีทองคำ (กระดาษทอง) เป็นวิธีที่นิยมในช่วงหลัง ๆ นี้ โดยคุณซื้อทองคำแต่ธนาคารเป็นผู้เก็บรักษา การซื้อขายทำผ่านบันทึกในบัญชี ไม่ต้องถือทองจริง ๆ ธนาคารชั้นนำอย่างธนาคารไทยพาณิชย์, กรุงศรี, กรุงไทย, และธนาคารอื่น ๆ ก็มีบริการนี้

การซื้อขายในบัญชีทองคำมี 3 รูปแบบ คือ ซื้อด้วยเงินบาท ซื้อด้วยสกุลเงินต่างประเทศ และล่าสุดมีแบบสองสกุล (เงินบาทและสกุลเงินต่างประเทศ) ต้นทุนอยู่ในระดับกลาง (ประมาณ 1%) แต่ต้องระวังค่าธรรมเนียมต่อการซื้อขายแต่ละครั้ง ถ้าซื้อขายบ่อย ๆ ต้นทุนจะสะสมสูง

ซื้อบัญชีทองคำที่ไหนคุ้มที่สุด? ควรเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมและบริการของธนาคารต่าง ๆ เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์, ทหารไทย, กรุงศรี, และธนาคารอื่น ๆ

กลุ่มเป้าหมาย: นักลงทุนที่ต้องการเก็บทองในระยะยาวแบบไม่ถือทองจริง ๆ และต้องการต้นทุนต่ำ

วิธีที่ 3: ETF ทองคำ — ทางเลือกสำหรับมือใหม่และนักลงทุนรายย่อย

ETF ทองคำเป็นกองทุนดัชนีทองคำ คุณสามารถซื้อขายเหมือนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เช่น ETF ทองคำในไทย (00635U) หรือ ETF ทองคำในต่างประเทศ เช่น GLD และ IAU

ค่าใช้จ่ายในการซื้อขาย:

  • ETF ไทย (00635U): ค่าธรรมเนียมบริหาร 1.15% ต่อปี + ค่าธรรมเนียมซื้อขาย 0.15% + ภาษีธุรกรรม 0.1% รวมประมาณ 1.4% ต่อปี
  • ETF สหรัฐ (GLD): ค่าธรรมเนียมบริหาร 0.4% ต่อปี + ค่าธรรมเนียมซื้อขาย 0.1% + ค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยน 0.32% รวมประมาณ 0.82% ต่อปี
  • ETF สหรัฐ (IAU): ค่าธรรมเนียมบริหาร 0.25% ต่อปี + ค่าธรรมเนียมซื้อขาย 0.1% + ค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยน 0.32% รวมประมาณ 0.67% ต่อปี

ข้อดีของ ETF คือความคล่องตัวสูง ซื้อขายง่าย ต้นทุนต่ำ เหมาะสำหรับมือใหม่ แต่ต้องระวังว่า ETF เป็นการลงทุนแบบซื้อแล้วรอ ไม่สามารถทำ Short ได้ (ขายคาดหวังว่าราคาจะลง) จึงไม่เหมาะสำหรับการเก็งกำไรในช่วงขาลง

กลุ่มเป้าหมาย: นักลงทุนรายย่อย มือใหม่ ที่ต้องการลงทุนระยะยาวในต้นทุนต่ำ

นักเทรดระดับสูงกับการลงทุนทองแบบใช้เลเวอเรจ

วิธีที่ 4: ฟิวเจอร์ทองคำ — ความเสี่ยงและผลตอบแทนสูง

ฟิวเจอร์ทองคำเป็นสัญญาซื้อขายทองคำในตลาดโลก ซึ่งผลกำไรขาดทุนขึ้นอยู่กับความแตกต่างของราคาขาเข้าและออก การเทรดฟิวเจอร์สามารถทำได้ทั้งซื้อและขาย (Long/Short) มีเวลาซื้อขายนาน และใช้เลเวอเรจเพื่อเพิ่มขนาดการลงทุนด้วยเงินทุนจำนวนน้อย แต่ก็มีข้อเสียรุนแรง:

  1. มีวันหมดอายุ: ต้องทำการส่งมอบหรือเปลี่ยนสัญญา ซึ่งอาจมีต้นทุน
  2. เลเวอเรจเป็นดาบสองคม: กำไรเพิ่มขึ้น แต่ขาดทุนก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
  3. ต้องติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด: หากไม่ปิดสถานะก่อนวันหมดอายุ อาจถูกบังคับให้ส่งมอบทองจริง

ด้านภาษี การซื้อขายฟิวเจอร์ทองคำในไทยไม่เสียภาษีรายได้จากการเทรด (ภาษี 0.0000025%) ทำให้ต้นทุนต่ำมาก

แหล่งซื้อขายที่ดีที่สุด: ตลาดฟิวเจอร์ในไทยมีเวลาซื้อขายสั้น แต่ต่างประเทศมีการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งมีสภาพคล่องและปริมาณการซื้อขายสูงกว่า

กลุ่มเป้าหมาย: เทรดเดอร์ระยะสั้น นักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูง

วิธีที่ 5: CFD ทองคำ — การเทรดเลเวอเรจที่เข้าถึงง่ายที่สุด

CFD (Contract for Difference) เป็นสัญญาที่ติดตามราคาทองคำในตลาดสด โดยข้อดีคือ:

  • ไม่มีขั้นต่ำในการเปิดสัญญา (ขั้นต่ำประมาณ 18 ดอลลาร์)
  • ไม่มีวันหมดอายุ ไม่ต้องกลัวถูกบังคับปิดสถานะ
  • เทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งซื้อและขาย (Long/Short)
  • ค่าธรรมเนียมต่ำ ต้นทุนหลักมาจาก Spread และค่าข้ามวัน

การเทรด CFD ผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น Mitrade, IG Markets, Plus500, eToro ค่าธรรมเนียมต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 0.04% ต่อการเทรด

แต่ต้องระวังเลือกโบรกที่ได้รับการกำกับดูแลจากหน่วยงานเช่น ASIC, CIMA, FSC เพื่อความปลอดภัย

กลุ่มเป้าหมาย: นักเทรดที่มีประสบการณ์ด้านอนุพันธ์ ต้องการเข้าเทรดด้วยเงินน้อยและรวดเร็ว

วิธีเลือกช่องทางลงทุนทองคำที่คุ้มค่าที่สุด

คำถามที่ว่า “ซื้อทองคำที่ไหนถูกที่สุด” ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและเวลาที่คุณพร้อมจะลงทุน

  • ถ้าต้องการเก็บรักษามูลค่าในระยะยาว: เลือก ETF ทอง เพราะต้นทุนต่ำ คล่องตัวสูง จัดการง่าย
  • ถ้าต้องการลองลงทุนด้วยงบประมาณน้อย: เลือก CFD หรือบัญชีทองคำ เพราะขั้นต่ำถูกมาก (CFD เริ่มต้นประมาณ 18 ดอลลาร์)
  • ถ้าคุณวิเคราะห์แนวโน้มเก่งและอยากทำกำไรระยะสั้น: ฟิวเจอร์ทองคำ หรือ CFD เพราะสามารถเทรดทั้งขึ้นและลงด้วยเลเวอเรจ แต่ต้องมีการบริหารความเสี่ยง
  • ถ้าต้องการทองคำจริง ๆ: ซื้อจากธนาคารไทยพาณิชย์หรือร้านทองที่เชื่อถือได้ เพื่อความมั่นใจในคุณภาพและสามารถแลกเป็นทองจริงได้

ทำไมสถาบันต่าง ๆ จึงนำทองคำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุน

ในตลาดมีเสียงพูดกันบ่อยว่า “ทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง” ฟังดูเป็นคำพูดเก่า ๆ แต่ทำไมเกือบทุกสถาบันการเงินจึงแนะนำให้มีการลงทุนในทองคำ?

คุณค่าหลักของทองคำคือการสร้างความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจและเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง ไม่เหมือนเงินฝากที่ให้ดอกเบี้ยแน่นอน หรือหุ้นที่มีโอกาสเติบโตไม่จำกัด ทองคำสามารถทำหน้าที่เป็นตัวช่วยเสริมความมั่นคงในช่วงวิกฤติและเงินเฟ้อ สถาบันการเงินแนะนำให้จัดสรรทองคำประมาณ 10% ของพอร์ตการลงทุน

ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือสงคราม ราคาทองมักผันผวนอย่างรุนแรง เช่น หลังจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนระเบิด ราคาทองพุ่งทะลุ 2069 ดอลลาร์ในปี 2022 ล่าสุด ราคาทองก็ทะลุจุดสูงสุดใหม่อีกครั้งกว่า 3700 ดอลลาร์

เนื่องจากตลาดทองคำระดับโลกมีขนาดใหญ่มาก มีสภาพคล่องสูง จึงมักเกิดการขึ้นลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง นักลงทุนจึงมองทองคำเป็นทั้งเครื่องมือเก็งกำไรระยะสั้นและเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงในพอร์ต

ไม่ว่าคุณจะเลือกช่องทางใด การเข้าใจความเป็นสองด้านของทองคำนี้สำคัญมาก: ทองคำเป็นทั้งเครื่องมือรักษามูลค่าและเป็นสินทรัพย์สำหรับการเทรด

ตอนนี้เริ่มต้นสำรวจวิธีลงทุนในทองคำที่เหมาะสมกับคุณ ค้นหาแหล่งซื้อทองคำที่ถูกที่สุดและคุ้มค่าที่สุดกันเถอะ

ดูต้นฉบับ
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
  • รางวัล
  • แสดงความคิดเห็น
  • repost
  • แชร์
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น
  • ปักหมุด