คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับการเทรด Carry Trade: จากความเสี่ยงสู่กำไรในเชิงปฏิบัติ

การเทรดแบบ Carry Trade (利差交易) ได้กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจในตลาดทุนทั่วโลก ตั้งแต่ปี 2022 ที่สหรัฐอเมริกาเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างมากขึ้น นักลงทุนจำนวนมากเริ่มศึกษาวิธีใช้ช่องว่างอัตราดอกเบี้ยของแต่ละประเทศเพื่อทำกำไรจากการเทรดแบบนี้ แต่ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเทรดแบบ利差交易อยู่มาก บางคนเข้าใจผิดว่ามันคือการทำ Arbitrage แบบดั้งเดิมเท่านั้น บทความนี้จะวิเคราะห์กลไก ความเสี่ยง และกลยุทธ์การเทรด Carry Trade อย่างละเอียด

Carry Trade คืออะไร? วิเคราะห์กลไกหลักของ利差交易

Carry Trade ตรงตัวแปลว่า “การทำกำไรจากอัตราดอกเบี้ยต่าง” เป็นการลงทุนโดยใช้ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยของสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ กล่าวคือ นักลงทุนกู้เงินจากประเทศที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ของประเทศที่อัตราดอกเบี้ยสูง เพื่อรับส่วนต่างของดอกเบี้ยเป็นกำไร

ตัวอย่างเช่น ในปี 2022 เมื่อสหรัฐอเมริกาเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างมาก อัตราดอกเบี้ยเงินฝากในสหรัฐสูงถึง 5% ขณะที่ไต้หวันปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่า และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ประมาณ 2% หากคุณกู้เงินในไต้หวันด้วยอัตรา 2% แล้วนำไปฝากในธนาคารในสหรัฐเพื่อรับดอกเบี้ย 5% ส่วนต่าง 3% ก็กลายเป็นกำไรของคุณ

ดูเหมือนง่ายและปลอดภัย หลายคนคิดว่านี่คือ “การทำ Arbitrage โดยไม่มีความเสี่ยง” เพราะตามความเชื่อดั้งเดิม เมื่ออัตราดอกเบี้ยในประเทศหนึ่งสูงขึ้น สกุลเงินของประเทศนั้นมักจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เช่น ในปี 2022 ค่าเงินไต้หวันเทียบกับดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ประมาณ 1:29 และในปี 2024 ขยับเป็น 1:32.6 ซึ่งหมายความว่า นอกจากจะได้กำไรจากดอกเบี้ยแล้ว การแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนก็สามารถสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมได้ ทำให้ดูเหมือนเป็นสถานการณ์ที่ชนะทั้งสองฝ่าย

แต่ในความเป็นจริง กลับซับซ้อนกว่านั้นมาก

ทำไมอัตราแลกเปลี่ยนหลังปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่จำเป็นต้องแข็งค่าขึ้นเสมอ? ความเสี่ยงซ่อนเร้นของ利差交易

ความสัมพันธ์ระหว่างการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและการแข็งค่าของสกุลเงินไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวเสมอไป ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีของอาร์เจนตินา

เมื่อเผชิญวิกฤติหนี้สิน รัฐบาลอาร์เจนตินาได้ดำเนินมาตรการสุดขั้ว โดยการปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงเกือบ 100% หมายความว่า หากฝากเงิน 100 เปโซในธนาคาร ก็จะได้รับดอกเบี้ยประมาณ 200 เปโซในสิ้นปี อัตราดอกเบี้ยสูงเช่นนี้ควรจะดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศและสนับสนุนให้ค่าเปโซไม่อ่อนค่าลง แต่ในความเป็นจริง เมื่อประกาศนโยบายนี้ ค่าเปโซของอาร์เจนตินากลับอ่อนค่าลงในวันเดียวถึง 30%

สิ่งนี้บอกอะไรเรา? การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่ได้เป็นคำตอบสำเร็จรูปเสมอไป ยังซ่อนปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ซับซ้อนมากมายอยู่เบื้องหลัง เมื่อความเชื่อมั่นในอนาคตเศรษฐกิจของประเทศลดลง แม้จะมีอัตราดอกเบี้ยสูง ก็ไม่สามารถหยุดการไหลออกของทุนได้

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ Carry Trade ถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง นักลงทุนจำนวนมากที่ทำ利差交易 จึงมักใช้เลเวอเรจสูงเพื่อเพิ่มผลตอบแทน เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนพลิกผันอย่างกะทันหัน ความเสียหายก็จะทวีคูณขึ้นหลายเท่า

ความเสี่ยงหลัก 3 ประการของการลงทุนในอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย และสภาพคล่องสำหรับนักลงทุน Carry Trade

ความเสี่ยงที่ 1: การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน

เป็นความเสี่ยงที่ชัดเจนที่สุด แม้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยจะมั่นคง แต่การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนในทางลบก็สามารถกลืนกินหรือทำลายกำไรทั้งหมดได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หรือวิกฤติเศรษฐกิจ อัตราแลกเปลี่ยนอาจผันผวนอย่างรุนแรง

ความเสี่ยงที่ 2: การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย

หลายคนมองข้ามจุดนี้ไป ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยอาจลดลงหรือกลายเป็นขาดทุนได้ เช่น ตัวอย่างของบริษัทประกันในไต้หวันที่ขายกรมธรรม์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ 6-8% ในช่วงเวลาที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากในประเทศสูงถึง 10-13% เพื่อให้ลูกค้ารับประกันรายได้และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการลดดอกเบี้ยในอนาคต แต่ในปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยเงินฝากในไต้หวันลดลงเหลือเพียง 1-2% กรมธรรม์ที่เคยให้ผลตอบแทน 6-8% ก็กลายเป็นภาระของบริษัทประกัน

เช่นเดียวกันกับนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่คาดหวังรายได้จากค่าเช่ามากกว่าดอกเบี้ยสินเชื่อ แต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพิ่มขึ้น หรือค่าเช่าลดลง ช่องว่างของผลต่างก็กลายเป็นขาดทุน

ความเสี่ยงที่ 3: ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง

ไม่ใช่สินทรัพย์ทางการเงินทุกชนิดที่มีสภาพคล่องเพียงพอ คุณอาจซื้อไว้ในราคา 100 บาท แต่เมื่อต้องการขาย กลับขายได้เพียง 90 บาท หรือบางสินค้าต้องเสียค่าธรรมเนียมแพงในการขาย ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาประกันภัยระยะยาว เช่น สัญญาประกันชีวิต จะมีเฉพาะผู้เอาประกันเท่านั้นที่สามารถยกเลิกได้ ขณะที่บริษัทประกันอาจถูกล็อคอยู่ในสัญญานั้น

ดังนั้น ก่อนทำ Carry Trade ควรประเมินความเสี่ยงด้านสภาพคล่องอย่างจริงจัง

กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยง: วิธีบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนใน利差交易

เนื่องจากความเสี่ยงมีมากขนาดนี้ นักลงทุนควรใช้เครื่องมือทางการเงินอีกชิ้นหนึ่งที่เคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามเพื่อป้องกันความเสี่ยง นั่นคือ การใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) หรือ Swap เพื่อผูกอัตราแลกเปลี่ยนไว้ล่วงหน้า

เช่น สมมติว่าผู้ผลิตในไต้หวันได้รับคำสั่งซื้อมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะชำระเงินหลังจากส่งสินค้าเป็นเวลา 1 ปี ด้วยอัตราแลกเปลี่ยปัจจุบัน 1:32.6 เงิน 1 ล้านดอลลาร์เท่ากับประมาณ 32.6 ล้านไต้หวัน แต่ในอนาคตอัตราแลกเปลี่ยนอาจเปลี่ยนแปลง ทำให้ผู้ผลิตไม่แน่ใจว่าจะสามารถแลกเป็นเงินไต้หวันได้เท่าเดิมหรือไม่

ในกรณีนี้ ผู้ผลิตสามารถซื้อสัญญาแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (Forward Contract) เพื่อผูกอัตราแลกเปลี่ยนไว้ในระดับปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างสมบูรณ์ แต่ก็มีต้นทุนที่ต้องจ่าย ซึ่งไม่สามารถชดเชยด้วยผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นได้เสมอไป ในทางปฏิบัติ นักลงทุนมักไม่ทำการป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน แต่จะใช้เฉพาะในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ช่วงวันหยุดยาวหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดอื่นๆ

ตัวอย่างการเทรด Carry Trade ที่ใหญ่ที่สุดในโลก: การผันผวนของอาณาจักรการทำกำไรจากเยน

ในบรรดาการเทรดแบบ Carry Trade ทั้งหมด การใช้เงินเยนเป็นสกุลเงินกู้ยืมเป็นกลยุทธ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและเป็นตัวแทนของการเทรดแบบ Carry Trade ทั่วโลก

ทำไมญี่ปุ่นจึงกลายเป็นแหล่งเงินกู้ที่นักเทรดทั่วโลกเลือกใช้? เหตุผลง่ายๆ คือ

ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมือง สกุลเงินมีเสถียรภาพ อัตราดอกเบี้ยต่ำสุดในโลก และที่สำคัญคือ รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนการกู้ยืมเพื่อกระตุ้นเงินเฟ้อและการบริโภค ด้วยนโยบายผ่อนคลายเชิงการเงินอย่างสุดขั้ว เช่น การพิมพ์เงินจำนวนมากและสนับสนุนให้ประชาชนกู้เงินลงทุน ถึงแม้ยุโรปจะรักษาอัตราดอกเบี้ยเป็นศูนย์เป็นเวลานาน แต่ก็ไม่เคยมีนักลงทุนต่างชาติเข้าทำการกู้เงินยูโรจำนวนมากเพื่อทำ Arbitrage เท่ากับในญี่ปุ่น เนื่องจากวัฒนธรรมและระบบกฎหมายแตกต่างกันอย่างมาก

ญี่ปุ่นยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยเป็นศูนย์หรือแม้แต่ติดลบในระยะยาว นักลงทุนทั่วโลกจึงใช้ประโยชน์จากจุดแข็งนี้อย่างไร?

กลยุทธ์ Carry Trade จากเยน 1: การลงทุนในสกุลเงินและสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง

นักลงทุนต่างชาติใช้เงินเยนที่กู้ยืมจากธนาคารกลางญี่ปุ่น โดยใช้เงินดอลลาร์สหรัฐหรือสินทรัพย์ในประเทศของตนเป็นหลักประกัน แล้วกู้เงินเยนในอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก (ประมาณ 1%) จากนั้นนำเงินไปลงทุนในสกุลเงินและสินทรัพย์ของประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น สหรัฐ ยุโรป หรือแม้แต่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

รายได้จากดอกเบี้ยและค่าเช่าที่ได้รับจากการลงทุนเหล่านี้จะนำไปชำระดอกเบี้ยเงินกู้เยน และส่วนที่เหลือก็เป็นกำไรสุทธิ เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมเยนต่ำมาก แม้ในวันที่อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนและอาจเกิดขาดทุน ก็ยังมีกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนจากการลงทุน

กลยุทธ์ Carry Trade จากเยน 2: การกู้เงินเยนเพื่อลงทุนในหุ้นญี่ปุ่น

บัฟเฟตต์เป็นหนึ่งในนักลงทุนระดับแนวหน้าที่ใช้กลยุทธ์นี้ เขาออกพันธบัตรเยนจำนวนมากผ่านบริษัท Berkshire Hathaway เพื่อกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำ แล้วนำเงินไปลงทุนในหุ้นญี่ปุ่น โดยเน้นหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสูงและซื้อคืนหุ้น หลังจากนั้น เขาจะเรียกร้องให้บริษัทญี่ปุ่นเหล่านี้เพิ่มเงินปันผลหรือซื้อหุ้นคืน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้น

เขายังเดินทางไปยังตลาดหุ้นโตเกียวเพื่อประท้วงการบริหารจัดการของบริษัทเหล่านี้ เช่น ปัญหาการขาดสภาพคล่อง การถือหุ้นข้ามกันมากเกินไป และราคาหุ้นที่ไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง ด้วยกลยุทธ์นี้ เขาสามารถทำกำไรเกิน 50% ภายในสองปี

จุดเด่นของกลยุทธ์นี้คือ การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง เพราะรายได้และผลตอบแทนเป็นสกุลเงินเยนทั้งหมด และเนื่องจากบัฟเฟตต์สามารถเข้าเป็นคณะกรรมการและมีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการบริษัทในญี่ปุ่นได้ ความเสี่ยงด้านการดำเนินงานจึงต่ำมาก ยกเว้นบริษัทเหล่านั้นจะหยุดทำกำไร ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก

แม้ว่าการกู้เงินเพื่อซื้อหุ้นในตลาดหุ้นจะดูเสี่ยงมากสำหรับนักลงทุนทั่วไป แต่สำหรับนักลงทุนระดับสูงที่สามารถควบคุมการบริหารจัดการได้ กลยุทธ์นี้จึงเป็นโอกาสที่มีความเสี่ยงต่ำ

ความแตกต่างระหว่าง Arbitrage กับ利差交易: คุณเข้าใจความแตกต่างจริงหรือ?

หลายคนเข้าใจผิดว่าทั้งสองเป็นสิ่งเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วเป็นแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

Arbitrage คือการแสวงหา “ไร้ความเสี่ยง” โดยใช้ความแตกต่างของราคาสินค้าในตลาดต่างๆ ในเวลาเดียวกัน เช่น การซื้อในตลาดหนึ่งและขายในอีกตลาดหนึ่งในราคาที่ต่างกัน ซึ่งเป็นการทำธุรกรรมพร้อมกัน จึงไม่มีความเสี่ยงด้านตลาด เนื่องจากความแตกต่างของราคาเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ในขณะที่ Carry Trade เป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งนักลงทุนต้องรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย และสภาพคล่อง ความแตกต่างสำคัญคือ Arbitrage มุ่งเน้นความแน่นอน ส่วน利差交易 เป็นการเสี่ยงทายทิศทางของตลาด

กุญแจสำคัญของกำไรจาก利差交易: เวลา, สินทรัพย์, และกลยุทธ์

เพื่อให้ได้กำไรจาก利差交易 สิ่งสำคัญคือ การจับจังหวะเวลาในการเทรด คุณต้องประเมินว่าการ Carry Trade ของคุณสามารถดำเนินต่อไปได้อีกนานแค่ไหน แล้วเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมที่สุด สำหรับการเทรดระยะสั้น ควรหลีกเลี่ยงคู่เงินที่มีความผันผวนสูง ส่วนการถือครองระยะยาว ควรเน้นสินทรัพย์ที่มีอัตราเงินปันผลสูง

นอกจากนี้ ควรวิเคราะห์แนวโน้มราคาสินทรัพย์ในอดีต เพื่อเลือกสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มเสถียรและมีแนวทางชัดเจน เช่น อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐต่อไต้หวันในระยะยาวมีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางที่คาดการณ์ได้ง่าย ในขณะที่สกุลเงินของตลาดเกิดใหม่บางแห่งมีความผันผวนสูงและคาดเดายาก

ดังนั้น นักลงทุนที่สนใจทำ Carry Trade ควรเตรียมข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศ เพื่อสร้างกรอบวิเคราะห์ของตนเอง การเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างลึกซึ้ง จะช่วยให้การตัดสินใจลงทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สุดท้ายแล้ว Carry Trade ไม่ใช่แค่การซื้อสกุลเงินที่ให้ดอกเบี้ยสูงและกู้เงินในสกุลที่ให้ดอกเบี้ยต่ำเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความสามารถในการวิเคราะห์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ การบริหารความเสี่ยง และกลยุทธ์การดำเนินการอย่างชาญฉลาด นักลงทุนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งสามด้านนี้ จึงจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงจาก利差交易ได้อย่างยั่งยืน

ดูต้นฉบับ
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
  • รางวัล
  • แสดงความคิดเห็น
  • repost
  • แชร์
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น
  • ปักหมุด