อุปทานอุปสงค์ในตลาดหุ้น: กุญแจสำคัญสำหรับการวิเคราะห์ราคาและการลงทุนอย่างชาญฉลาด

ในโลกการลงทุน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเทรดหรือนักลงทุนระยะยาว ปรากฏการณ์หนึ่งที่ชี้ขาดความสำเร็จคือการเข้าใจ อุปทานอุปสงค์ ว่าทำงานอย่างไร หลากหลายคนพูดถึงแรงซื้อและแรงขาย แต่มีไม่กี่คนที่สามารถอธิบายได้ว่าพลังที่ลึกลับนั้นมีรากฐานมาจากไหน บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจเศรษฐศาสตร์พื้นฐานและการประยุกต์ใช้จริงในตลาดการเงินสมัยใหม่

ทำไมอุปสงค์และอุปทานถึงเป็นตัวขับเคลื่อนราคาหลัก

ราคาสินทรัพย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ถูกควบคุมโดยหลักการเศรษฐศาสตร์ที่เรียบง่ายแต่มีพลัง คือการสมดุลระหว่างผู้ที่ต้องการซื้อ (Demand) และผู้ที่ต้องการขาย (Supply) การเข้าใจ อุปสงค์และอุปทาน ไม่ใช่เพียงการเรียนรู้คำศัพท์เศรษฐศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นการทำความเข้าใจว่าเงิน และอารมณ์ของผู้คนเคลื่อนไหวด้วยวิธีใด

นักเศรษฐศาสตร์มีมุมมองอ้างอิงจากการคาดการณ์ผลกำไรและมูลค่าสถาบัน แต่นักเทรดมองอย่างเรียวแหลม ดูจากจังหวะที่ผู้บริโภค (ผู้ซื้อหุ้น) ยอมจ่ายราคาเพิ่มขึ้น หรือลดน้อยลงเพื่อให้ได้สินค้า (หุ้น) มา คำพูดแบบคลาสสิคคือ “ราคาหุ้นเคลื่อนไหวจากแรงอุปสงค์อุปทาน” และนี่คือจริง

อุปสงค์คืออะไร: ความต้องการซื้อและกฎหมายที่ควบคุมมัน

อุปสงค์ (Demand) มีนิยามมากมาย แต่สำหรับนักลงทุน ถือเป็นความต้องการซื้อสินทรัพย์ที่ระดับราคาต่างๆ เมื่อนำความต้องการนี้มาพล็อตบนกราฟ คุณจะได้ เส้นอุปสงค์ (Demand Curve) - เส้นที่แสดงว่า “ที่ราคาสูง ผู้คนต้องการซื้อน้อยกว่า” และ “ที่ราคาต่ำ ผู้คนต้องการซื้อมากกว่า”

กฎของอุปสงค์: ความสัมพันธ์ผกผันระหว่างราคาและปริมาณ

ที่ราคาเพิ่มขึ้น ความต้องการซื้อจะลดลง และที่ราคาลดลง ความต้องการซื้อจะเพิ่มขึ้น ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ มีสองสาเหตุหลัก:

1) ผลทางรายได้ (Income Effect) เมื่อราคาลดลง คุณเหลือเงินมากขึ้น (มูลค่าเงินแท้จริงเพิ่มขึ้น) ทำให้สามารถซื้อสินทรัพย์ได้มากขึ้น

2) ผลทางการทดแทน (Substitution Effect) เมื่อราคาสินทรัพย์หนึ่งลดลง มันจะมีความน่าดึงดูดเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ ทำให้ผู้คนเลือกสินทรัพย์ที่ราคาดีกว่า

ปัจจัยทั้งหกที่กำหนดอุปสงค์

นอกเหนือจากราคา ปัจจัยอื่นๆ ยังมีอิทธิพลต่ออุปสงค์ได้แก่:

  • รายได้ของนักลงทุน - เมื่อตลาดทำงานดี และคนรวย นักลงทุนจึงต้องการซื้อมากขึ้น
  • ความเชื่อมั่น - ความเชื่อในอนาคตของเศรษฐกิจและบริษัท ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน
  • ราคาสินทรัพย์ทดแทน - หากราคาบิทคอยน์เพิ่มขึ้น บางคนอาจหันไปซื้อเหรียญอื่น
  • จำนวนผู้ลงทุน - ตลาดที่มีผู้เข้าใหม่มาก จะมีอุปสงค์เพิ่มขึ้น
  • การคาดหมายราคาในอนาคต - ถ้าคนเชื่อว่าหุ้นจะแพงขึ้น พวกเขาจึงต้องการซื้อวันนี้
  • ฤดูกาลและความเชื่อมั่นในจิตใจ - เหตุการณ์โลกและความกลัว-ความตั้งหวังนำเรื่องนี้

อุปทานคืออะไร: ความต้องการขายและปัจจัยที่กำหนดมัน

อุปทาน (Supply) คือความต้องการขายสินทรัพย์ที่ระดับราคาต่างๆ เมื่อพล็อตบนกราฟ คุณจะได้ เส้นอุปทาน (Supply Curve) - เส้นที่แสดงว่า “ที่ราคาสูง ผู้ขายยินดีขายมากกว่า” และ “ที่ราคาต่ำ ผู้ขายรีบที่จะขายมากขึ้น”

กฎของอุปทาน: ความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียว

ต่างจากอุปสงค์ อุปทานมีความสัมพันธ์ตรงกันข้าม ที่ราคาเพิ่มขึ้น ผู้ขายต้องการขายมากกว่า (เพราะกำไรสูงขึ้น) และที่ราคาลดลง ผู้ขายจึงรีบที่จะลดปริมาณการขาย

ปัจจัยหกประการที่ส่งผลต่ออุปทาน

  • ต้นทุนการผลิด - ต้นทุนที่สูงขึ้นจะบังคับให้ผู้ขายต้องการราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า
  • เทคโนโลยี - เทคโนโลยีใหม่อาจเพิ่มกำลังการผลิดจึงเพิ่มอุปทาน
  • จำนวนผู้ขาย - ตลาดที่มีแร่ขายมาก จะมีอุปทานสูง
  • ราคาสินค้าอื่นที่สามารถผลิตทดแทนได้ - ถ้าผู้ขายสามารถหันไปผลิตสินค้าอื่นที่ได้กำไรมากกว่า อุปทานจึงลดลง
  • การคาดการณ์ราคาในอนาคต - ถ้าผู้ขายเชื่อว่าราคาจะแพงขึ้น พวกเขาอาจรอและไม่ขายในขณะนี้
  • ภัยธรรมชาติและปัจจัยด้านสภาพอากาศ - ความผันผวนของตลาดโลก ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน

จุดดุลยภาพ: เมื่ออุปสงค์และอุปทานมาบรรจบกัน

ลำพังแค่ทราบจำนวนผู้ซื้อและผู้ขายไม่เพียงพอ ราคาที่เกิดขึ้นจริงเกิดขึ้นที่จุดที่ เส้นอุปสงค์ตัดกับเส้นอุปทาน เรียกว่า ดุลยภาพ (Equilibrium) ณ จุดนี้ ราคาและปริมาณมีแนวโน้มที่จะคงที่

ทำไมถึงเป็นเช่นนี้:

  • ถ้าราคาสูงกว่าดุลยภาพ ผู้ขายต้องการขายมากแต่ผู้ซื้อต้องการซื้อน้อย → สินค้าคงเหลือ → ราคาลดลงกลับสู่ดุลยภาพ
  • ถ้าราคาต่ำกว่าดุลยภาพ ผู้ซื้อต้องการซื้อมากแต่ผู้ขายต้องการขายน้อย → สินค้าขาดแคลน → ราคาเพิ่มขึ้นกลับสู่ดุลยภาพ

นี่คือ “มือที่มองไม่เห็น” ของตลาด - มันค่อยๆ ปรับตัวเองเพื่อให้หาจุดสมดุล

นักลงทุนใช้ประเมินตลาดการเงินอย่างไร

ในตลาดการเงิน อุปสงค์และอุปทาน ไม่ได้ง่ายดายเหมือนในตลาดผ้า ปัจจัยจำนวนมากเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบต่อกัน

ปัจจัยที่ขับเคลื่อนอุปสงค์ในตลาดหุ้น

ปัจจัยมหภาคเศรษฐกิจ เมื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ นักลงทุนจึงต้องการแสวงหาผลตอบแทนจากหุ้นมากขึ้น ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีนั้นทำให้ฝั่งผู้บริโภคซื้อมากขึ้น ส่งผลให้บริษัททำกำไรเพิ่มขึ้น

สภาพคล่องในระบบ เมื่อเงินในระบบมากขึ้น นักลงทุนจึงมีเงินพอที่จะลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เพิ่มอุปสงค์

ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ข่าวดีหรือข่าวร้ายเกี่ยวกับเศรษฐกิจ บริษัท หรือการเมือง เปลี่ยนแปลงความเชื่อมั่นและการตัดสินใจ

ปัจจัยที่ขับเคลื่อนอุปทานในตลาดหุ้น

นโยบายของบริษัท บริษัทที่ขยายทุนเพิ่มหุ้น จะเพิ่มอุปทาน ขณะที่การซื้อหุ้นคืนจะลดอุปทาน

การเข้าจดทะเบียนใหม่ (IPO) บริษัทใหม่ที่เข้าตลาดผ่าน IPO เพิ่มปริมาณหลักทรัพย์ในตลาด

ข้อกำหนดและกฎระเบียบ กฎหมายการค้า ระยะเวลาการขายหุ้นหลังเข้าตลาด และการหลีกเลี่ยงการขายมากจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ลดอุปทาน

ยุทธวิธีเทรด Demand Supply Zone ที่นักลงทุนควรรู้

วิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมคือการใช้เทคนิค Demand Supply Zone ซึ่งมองหาจังหวะที่ราคาเสียสมดุลและเริ่มมองหาดุลยภาพใหม่

เมื่อทิศทางกลับเหี่ยว (Reversal Patterns)

DBR - Demand Zone Drop Base Rally ราคาดิ่งลงอย่างรวดเร็ว (Drop) เมื่อแรงขายเยอะ แล้วปรับตัวเข้าเป็นกรอบ (Base) ตรงนั้น ขณะที่เงินหมดตัวลงเรื่อยๆ แรงซื้อก็เพิ่มขึ้น เมื่อมีข่าวดีเข้ามา ราคากระโดดขึ้น (Rally) ผ่านกรอบนั้น นักเทรดเข้าได้ที่จุดเบรคเอาท์

RBD - Rally Base Drop ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว (Rally) เมื่อแรงซื้อเยอะ แล้วปรับตัวเข้าเป็นกรอบ (Base) เมื่อแรงซื้อจางลง ข่าวร้ายเข้ามา ราคากระดับลง (Drop) ผ่านกรอบนั้น นักเทรดเข้าได้ที่จุดเบรคเอาท์ล่าง

เมื่อทิศทางยังไป (Continuation Patterns)

RBR - Rally Base Rally ราคาพุ่งขึ้น (Rally) พยาบาล อยู่กรอบหนึ่ง (Base) ตรงนั้น แล้วพุ่งขึ้นต่อไป (Rally) เมื่อแรงซื้อกลับแข็ง นักเทรดรอที่เบรคเอาท์ของกรอบบน

DBD - Drop Base Drop ราคาดิ่งลง (Drop) แล้วอยู่กรอบ (Base) ตรงนั้น จากนั้นดิ่งลงต่อไป (Drop) เมื่อแรงขายกลับแข็ง นักเทรดรอที่เบรคเอาท์ของกรอบล่าง

จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง: คำแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้น

อุปสงค์และอุปทาน ไม่ได้เป็นแค่คำศัพท์เศรษฐศาสตร์ แต่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเข้าใจว่าตลาดทำงานอย่างไร ไม่ว่าคุณจะใช้เทคนิคการวิเคราะห์พื้นฐาน (มองผลประกอบการและการเติบโต) หรือเทคนิคการวิเคราะห์เทคนิค (มองแรงซื้อแรงขาย) ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับหลักการเดียวกัน

สำคัญที่สุด ให้ลองประยุกต์ใช้หลักการนี้ในการสังเกตการณ์ตลาดจริง สำหรับผู้เริ่มต้น อาจเริ่มจากการดูแรงซื้อและแรงขายบนแท่งเทียน จากนั้นก็เก็บ Support & Resistance เพื่อประเมินจังหวะถัดไป ทำให้คุณสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างชาญฉลาดและระบบมากขึ้น

This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
  • รางวัล
  • แสดงความคิดเห็น
  • repost
  • แชร์
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น
  • ปักหมุด